|
|
|
| สาระน่ารู้ |
<< กลับหน้ารวมสาระน่ารู้ |
วิธีการใช้คลอรีนที่ถูกต้องและปลอดภัย

คลอรีน เป็นสารเคมีที่มีประสิทธิภาพสูง สำหรับใช้ฆ่าเชื้อโรค ที่สามารถนำไปใช้ในด้านต่างๆมากมาย ทั้งในด้านอุตสาหกรรม เกษตรกรรม ตลอดจนสาธารณสุข ไม่ว่าจะเป็นการฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ ในขบวนการผลิตน้ำดื่ม-น้ำใช้ ในโรงงานอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ในฟาร์มเลี้ยงปศุสัตว์ ในฟาร์มเลี้ยงสัตว์น้ำ ในตลาดสดหรือครัวเรือน ในสระว่ายน้ำ รวมทั้งใช้ในการบำบัดน้ำเสียจากแหล่งต่างๆ เป็นต้น นอกจากนั้นคลอรีนยังมีปลอดภัยสูง เพราะสามารถฆ่าเชื้อโรคได้ดีมาก และสามารถสลายตัวได้อย่างรวดเร็วในธรรมชาติ |
| |
| |
คลอรีนที่ใช้โดยทั่วไป มีอยู่ 3 รูปแบบคือ |
|
คลอรีนจะใช้ได้ที่ใดบ้าง |
|
| |
} อยู่ในรูปก๊าซ ได้แก่
- ก๊าซ คลอรีน
} อยู่ในรูปน้ำ ได้แก่
- โซเดี่ยมไฮโปคลอไรท์ ( คลอรีนน้ำ )
- คลอรีนเหลว ( Liquid Chlorine )
- น้ำยาฟอกขาว (Liquid Calcium Hypochlorite )
} อยู่ในรูปของแข็ง ได้แก่
- แคลเซี่ยม ไฮโปคลอไรท์
- โซเดี่ยมไดคลอโร ไอโซไซยานูเรท ( DCCNa )
- ไตรคลอโร ไอโซไซยานูริคแอซิด
ตาราง เปรียบเทียบคุณสมบัติของคลอรีน |
|
} สระว่ายน้ำ
} การทำน้ำดื่ม-น้ำใช้
- การทำน้ำประปา , น้ำดื่ม
} การเษตร
- ปศุสัตว์ , ประมง
} โรงงานอุตสาหกรรม
- ผลิตเครื่องดื่ม , อาหารกระป๋อง , แปรรูปผลิตภัณฑ์
เนื้อสัตว์ , โรงแช่แข็ง และอื่นๆ
} การบำบัดน้ำเสีย
- โรงพยาบาล , ตลาดสด , น้ำทิ้งจากโรงงาน
|
|
| |
|
|
|
| |
| |
ปฏิกิริยาและการออกฤทธิ์ของ คลอรีน |
|
| |
} คลอรีน มีคุณสมบัติเป็นตัวออกซิไดซ์ที่รุนแรง เมื่อละลายน้ำจะเกิดปฏิกิริยากับน้ำแตกตัวให้คลอรีน ซึ่งจะไปทำลายสารอินทรีย์ ที่ทำ
ให้เกิดสีและกลิ่นในน้ำ ช่วยตกตะกอน ลดการเกิดฟอง และทำลายเชื้อจุลินทรีย์ รวมทั้งสิ่งมีชีวิตต่างๆในน้ำ
} ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้น เมื่อสารประกอบคลอรีนละลายน้ำ
คลอรีนชนิด ก๊าซคลอรีน

คลอรีนชนิด แคลเซี่ยม ไฮโปคลอไรท์

} ความสามารถในการออกฤทธิ์ ของคลอรีนจะขึ้นอยู่กับ
- ปริมาณของ Free คลอรีน ซึ่งได้แก่
OCl- ( Hypochlorite Ion ) และ HOCl ( Hypochlorus Acid ) ซึ่ง HOCl จะออกฤทธิ์ได้รุนแรงกว่า OCl- 80-200 เท่า การเปลี่ยนจาก OCl- เป็น HOCl จะขึ้นกับ pH ของน้ำ โดยที่ pH ของน้ำยิ่งต่ำ (มีฤทธิ์เป็นกรด) OCl- ก็จะเปลี่ยนไปเป็น HOCl มากขึ้น และจะเปลี่ยนหมดที่ pH ต่ำกว่า 5 ลงมา จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไม คลอรีนจึงออกฤทธิ์ได้ดีขึ้นเมื่อ pH ของน้ำต่ำลง ซึ่งโดยทั่วไปแล้วคลอรีน จะออกฤทธิ์ได้ดีในช่วง pH 6-7
- ปริมาณของคลอรีนที่ใช้
คลอรีนจะออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อได้ดี จะต้องใช้ให้ได้ปริมาณความเข้มข้นที่เหมาะสม
- อินทรีย์วัตถุ และอนินทรีย์วัตถุในน้ำ
ได้แก่พวกตะกอนแขวนลอยในน้ำ ถ้ามีมากจะต้องใช้คลอรีนในปริมาณที่มากตามไปด้วย
ตาราง แสดงปริมารการใช้คลอรีนที่เหมาะสม
|
| |
| |
คลอรีนชนิดต่างๆที่ใช้กันโดยทั่วไป |
|
| |
คลอรีนที่ใช้กันโดยทั่วไป ในธุรกิจต่างๆ มีข้อดี-ข้อเสีย แตกต่างกัน ดังนั้นการใช้คลอรีนให้ได้ผลจำเป็นต้อง กำหนดวัตถุประสงค์ของการใช้ แล้วทำการเปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสีย ของคลอรีนชนิดต่างๆ เพื่อให้สามารถใช้คลอรีนได้ถูกต้องได้ผลสูงสุดตามที่ต้องการ
ตาราง เปรียบเทียบ ข้อดี-ข้อเสีย ของคลอรีนชนิดต่างๆ
|
|
| |
 |
แคลเซี่ยม ไฮโปคลอไรท์ ( Calcium Hypochlorite )
เป็นคลอรีนที่ใช้กันแพร่หลายที่สุด มีหลายความเข้นข้นให้เลือกใช้ตั้งแต่ 35-70% หาได้ง่ายและมีหลายระดับราคา เนื่องจากมีหินปูนเป็นองค์ประกอบ ดังนั้นเวลาละลายน้ำ จะมีตะกอนที่ไม่ละลายน้ำค่อนข้างมาก จึงมีความจำเป็นต้องวางทิ้งไว้ให้ตกตะกอนก่อน แล้วนำเฉพาะส่วนที่ใสไปใช้ เพื่อป้องกันการอุดตันของถังจ่ายคลอรีน
หลังละลายน้ำ คลอรีนจะแตกตัวให้ Hypochlorite ion ( OCl- ) ซึ่งมีประจุลบ ทำให้มีบางส่วนไปจับกับตะกอนแขวนลอยในน้ำก่อน และมีส่วนน้อยเปลี่ยนรูปเป็น HOCl ซึ่งมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อได้รุนแรงกว่า ทำให้การใช้ในน้ำที่มีตะกอนมากจะได้ผลลดลง
เนื่องจากเป็นคลอรีนที่มี pH มากกว่า 9 จึงมีฤทธิ์กัดกร่อนสูง และเพื่อให้ใช้ได้ผลดี จำเป็นต้องกำจัดตะกอนในน้ำก่อน และควรปรับค่า pH ของน้ำให้เป็นกรดเล็กน้อยที่ 6-6.8 โดยใช้กรดเกลือจะทำให้คลอรีนออกฤทธิ์ดีขึ้น |
|
| |
|
|
| |
|
โซเดี่ยม ไฮโปคลอไรท์ ( Sodium Hypochlorite )
เป็นคลอรีนชนิดน้ำ ความเข้มข้นของ Available Chlorine 10% ทำให้สะดวกและง่ายต่อการใช้ แต่เนื่องจากอยู่ในรูปน้ำ ทำให้มีความคงตัวต่ำมาก ต้องใช้ให้หมดภายใน 2 วัน เพราะหลังจากนั้น Available Chlorine จะลดลงอย่างรวดเร็ว จนมีประสิทธิภาพไม่เพียงพอในการฆ่าเชื้อโรค
ถึงแม้จะเป็นคลอรีนรูปน้ำ เป็น Free Chlorine ทั้งหมด แต่เนื่องจากตัวคลอรีนมี pH มากกว่า 9 ทำให้ Free Chlorine อยู่ในรูป OCl- ซึ่งจะไปจับกับตะกอนในน้ำก่อน และมีส่วนน้อยที่เปลี่ยนรูปเป็น HOCl จึงมีประสิทธิภาพต่ำในการใช้งานทั่วๆไป ยกเว้นจะมีการกำจัดตะกอนต่างๆในน้ำก่อน และปรับ pH ของน้ำให้ไม่เกิน 7 จึงจะใช้ได้ผลดี แต่ก็ยังมีฤทธิ์กัดกร่อนสูง |
|
|
| |
คลอรีน 90% ( Trichloroisocyanuric Acid )
เป็นคลอรีนที่มีความเข้มข้นสูงถึง 90% สามารถละลายน้ำได้หมด ไม่มีตะกอนหลงเหลือ แต่ละลายได้ช้ามากใช้เวลาในการละลายน้ำนาน เมื่อละลายน้ำแล้วจะแตกตัวให้ HOCl และ Cyanuric Acid ทำให้มีประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อสูงมาก สามารถออกฤทธิ์ได้ดีกว่า คลอรีนชนิด Hypochlorite 8-10 เท่า
แต่เนื่องจากเป็นสารประกอบคลอรีน ที่มีฤทธิ์เป็นกรดแก่ pH 2-3 ทำให้ค่อนข้างอันตรายในการใช้ และยังทำให้ pH ของน้ำลดลง และมีฤทธิ์กัดกร่อนสูง
|
 |
|
| |
  |
คลอรีนชนิด DCCNa ( Sodiumdichloro Isocyanurate )
เป็นสารประกอบคลอรีนที่พัฒนาล่าสุด ให้มีความคงตัวสูงเก็บรักษาได้นาน สามารถละลายน้ำได้อย่างรวดเร็ว และไม่มีตะกอนหลงเหลือ มี pH ที่เหมาะสมที่ 6.4-6.8 สามารถผลิตได้ทั้งในรูป ผง ,เกร็ด และเม็ด ( Tablet ) ทำให้นำไปใช้งานได้อย่างหลากหลาย และเหมาะสมต่อสภาพการใช้งาน
DCCNa หลังจากละลายน้ำแล้ว จะแตกตัวให้ HOCl ( Hypochlorous acid ) และ Cyanuric Acid ( ที่ช่วยทำให้ HOCl มีความคงตัวในน้ำเพิ่มมากขึ้น ) ไม่มีผลกระทบต่อค่า pH ของน้ำ สามารถออกฤทธิ์ได้ดีแม้แต่ในน้ำที่มี pH 8-9 โดยมีผลทำให้ประสิทธิภาพลดลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
DCCNa สามารถออกฤทธิ์ได้ดีกว่า คลอรีนชนิด Hypochlorite 2-10 เท่า จึงใช้น้อยแต่สามารถฆ่าเชื้อได้ดี ไม่ทำให้หัวจ่ายคลอรีนอุดตัน สามารถสลายตัวได้เร็ว และมีฤทธิ์กัดกร่อนน้อยกว่าคลอรีนชนิดอื่นๆ |
|
| |
|
|
| |
|
|
|
|
|
|
|
| |
|
|
|
|
|
|
| |
| |
การคำนวนหาอัตราการใช้คลอรีน และวิธีการใช้คลอรีนที่ถูกต้อง |
|
| |
} การหาปริมาณคลอรีนที่ใช้

} ตัวอย่างการคำนวน
- ต้องการใช้คลอรีน 60% ที่ความเข้มข้น 20 ในน้ำจำนวน 100 ลิตร

ต้องใช้คลอรีน 60% จำนวนทั้งสิ้น 3.33 กรัม
} วิธีการใช้คลอรีนที่ถูกต้อง
- คลอรีนน้ำ
เตรียมสารละลายคลอรีนเข้มข้น ในปริมาณที่ต้องการ จากน้ำนำไปใส่ในน้ำที่ต้องการโดยตรง หรือจ่ายผ่านเครื่องจ่ายคลอรีน
ในสัดส่วนที่เหมาะสม เพื่อให้น้ำมีคลอรีนตาม ppm. ที่กำหนด
- คลอรีนผง หรือเกล็ด
ละลายคลอรีนผงจำนวนตามที่ต้องการ ในน้ำสะอาดปราศจากตะกอน ตั้งทิ้งไว้ให้ตกตะกอน ดูดตะกอนไปทิ้งในที่ที่ปลอดภัย
นำสารละลายคลอรีนที่ใสไม่มีตะกอนไปใช้ โดยใส่ในน้ำโดยตรง หรือจ่ายผ่านเครื่องจ่ายคลอรีน ระวังอย่าให้มีตะกอนติดไป
ด้วย เพราะจะทำให้เครื่องจ่ายคลอรีนอุดตัน
- เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด คลอรีนเข้มข้นที่เตรียมไว้ต้องใช้ให้หมดภายในเวลา 2 วัน และต้องใช้คลอรีน ให้ได้ความเข้มข้นเป็น
ppm. ที่เหมาะสม และต้องมีระยะเวลาสัมผัสเชื้อที่นานเพียงพอ |
|
| |
|
| |
| |
การใช้คลอรีน ในกิจการชนิดต่างๆ |
|
| |
คลอรีนที่ใช้กันโดยทั่วไปในกิจการต่างๆ จำเป็นต้องมีความเข้าใจและใช้ให้ได้ความเข้มข้นที่เหมาะสม เพื่อให้ได้ผลสูงสุด |
|
| |
l การใช้คลอรีนในการเลี้ยงกุ้ง
} ใช้ในบ่อเพาะลูกกุ้ง
- ใช้ในขั้นตอนการเตรียมน้ำ ใช้คลอรีนในระดับความเข้มข้นไม่ต่ำกว่า 200 ppm. และต้องพักน้ำไว้ไม่ควรต่ำกว่า 7 วัน ก่อนนำน้ำไปใช้
} ใช้ในบ่อเลี้ยงกุ้ง
- ใช้เตรียมบ่อ ใช้คลอรีนในระดับความเข้มข้น 20 - 30 ppm. และพักน้ำ ไว้ไม่ต่ำกว่า 7 วัน ก่อนทำสีน้ำและลงลูกกุ้ง
- ใช้ควบคุมปริมาณแพลงค์ตอน ใช้คลอรีนในระดับความเข้มข้น 0.1 - 0.2 ppm. ในระหว่างการเลี้ยงกุ้ง
} การตรวจสอบปริมาณคลอรีนที่หลงเหลือ
เพื่อความปลอดภัยต่อลูกกุ้ง ช่วงพักน้ำต้องเปิดเครื่องตีน้ำไว้ตลอด หลังจากครบ 7 วัน ให้ตรวจสอบปริมาณคลอรีนที่หลงเหลือ โดยใช้
สารโปตัสเซี่ยม ไอโอได ( KI ) หรือสาร Ortholidine ด้วยวิธีการไตเตรท หรือดูจากสีน้ำตาลของไอโอดีนที่เกิดขึ้น ถ้ามีสีน้ำตาล
แสดงว่ายังมีคลอรีนหลงเหลือ
|
|
| |
l การใช้คลอรีนในฟาร์มปศุสัตว์
} ใช้ฆ่าเชื้อในน้ำดื่มของสัตว์
เติมคลอรีนในถังพักน้ำดื่มสำหรับสัตว์ ให้ได้ความเข้มข้น 20 ppm. พักทิ้งไว้ไม่ต่ำกว่า 12-24 ชั่วโมง ก่อนนำน้ำไปให้สัตว์ดื่ม และต้อง
ตรวจสอบปริมาณคลอรีนคงเหลือก่อนใช้ ค่าที่ปลอดภัยไม่ควรเกิน 14 ppm. หากใช้น้ำประปาให้ใช้ในระดับความเข้มข้น 0.5-1 ppm.
พักน้ำไว้ 3-4 ชั่วโมง ก่อนนำน้ำไปให้สัตว์ดื่ม
} ใช้ล้างอุปกรณ์เครื่องมือ
ใช้สารละลายคลอรีนเข้มข้น 200 ppm. แช่อุปกรณ์ไว้ 15-30 นาที แล้วล้างให้สะอาดตั้งทิ้งไว้ให้หมดกลิ่นคลอรีน ล้างซ้ำด้วยน้ำ
สะอาด ก่อนนำไปใช้
} ใช้ล้างฆ่าเชื้อบริเวณโรงเรือน
พ่นด้วยสารละลายคลอรีนเข้มข้น 5,000 ppm. ให้ทั่วทั้งพื้นและผนัง ทิ้งไว้ 10-15 นาที ล้างออกด้วยน้ำสะอาด ก่อนนำสัตว์เข้าเลี้ยง
|
|
| |
l การใช้คลอรีนในโรงงานผลิตอาหารกระป๋อง
} ในขบวนการผลิตอาหารสำเร็จรูปบรรจุกระป๋อง จะต้องมีการฆ่าเชื้อด้วยวิธีการ Sterilize ซึ่งอาหารกระป๋องจะมีความร้อนสูง นำมาผ่าน
ขบวนการลดอุณหภูมิโดยการจุ่มในน้ำเย็น ซึ่งจะทำให้เกิดภาวะสูญญากาศภายในกระป๋อง มีผลทำให้น้ำที่ใช้ลดอุณหภูมิสามารถซึมผ่าน
เข้าไปใน กระป๋องได้ทางรอยตะเข็บข้างกระป๋อง ดังนั้นถ้าน้ำที่ใช้มีการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์ จะทำให้อาหารที่บรรจุเกิดการเน่าเสีย
ซึ่งทำให้เกิดความ เสียหาย และอาจเกิดอันตรายต่อผู้บริโภคได้
} ดังนั้นน้ำที่นำมาใช้ จึงต้องมีการฆ่าเชื้อก่อนด้วยคลอรีน โดยการเติมคลอรีนให้มีความเข้มข้น 2 ppm. และรักษาระดับให้คงที่ตลอดทั้ง
ระบบ จะทำให้น้ำสะอาดปราศจากเชื้อปนเปื้อนลดความสูญเสียที่จะเกิดขึ้น
|
|
| |
l การใช้คลอรีนในโรงงานน้ำอัดลม
} น้ำที่ใช้ในกระบวนการผลิต
ทำความสะอาด โดยการเตรียมสารละลายคลอรีนเข้มข้น 10,000 ppm. จ่ายลงในน้ำโดยใช้เครื่องจ่ายคลอรีน ( Chlorinator )
โดยปรับการจ่ายให้น้ำมีความเข้มข้นของคลอรีน 0.1-0.2 ppm. ตลอดเวลา และเมื่อนำน้ำไปใช้ ต้องกำจัดคลอรีนให้หมดก่อน
เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค
} อุปกรณ์ที่ใช้ในกระบวนการผลิต
ก่อนที่จะเริ่มกระบวนการบรรจุเครื่องดื่มลงภาชนะ ควรส่งสารละลายคลอรีนเข้มข้น 300 ppm. ผ่านปั๊ม ท่อ เครื่องบรรจุให้ทั่ว เพื่อ
กำจัดเชื้อจุลินทรีย์ ผ่านด้วยน้ำสะอาดอีกครั้งเพื่อล้างคลอรีนออกก่อนเริ่มบบรจุ และภายหลังบรรจุเครื่องดื่มแต่ละครั้ง ฉีดพ่นทำความ
สะอาดถังบรรจุด้วยสารละลายคลอรีนเข้มข้น 300 ppm. ทิ้งไว้ 30 นาทีแล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด
|
|
| |
l การใช้คลอรีนในระบบประปา
} ใช้สารละลายคลอรีนเข้มข้น 2,500 ppm. จ่ายเข้าตามระบบเส้นท่อ โดยให้มีความเข้มข้นของคลอรีนในระบบ 0.5 ppm. เป็นระยะเวลา
อย่างน้อย 30 นาที และให้มีความเข้มข้นของคลอรีนปลายทาง 0.3 ppm.
} ปริมาณการจ่ายสารละลายคลอรีนเข้มข้นเข้าสู่ระบบประปา จะขึ้นอยู่กับวิธีการผลิต และกำลังการผลิตของแต่ละวิธี
} สารละลายคลอรีนเข้มข้น 2,500 ppm. เตรียมได้จากคลอรีนรูปแบบต่างๆ และต้องเตรียมให้เพียงพอต่อการใช้ไม่เกิน 2 วัน เนื่องจาก
หากเกิน 2 วันแล้ว ปริมาณของ Free Chlorine ในสารละลายจะลดต่ำลง จนไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอต่อการฆ่าเชื้อ
ตารางแสดง อัตราส่วนการใช้คลอรีนในระบบประปา
|
|
| |
l การใช้คลอรีนในสระว่ายน้ำ
} ใช้ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ เชื้อรา และสาหร่าย ที่เกิดขึ้นในสระว่ายน้ำ
} ใช้เพื่อบำบัดน้ำในสระว่ายน้ำให้สะอาดถูกสุขอนามัย จะต้องรักษาระดับความเข้มข้นของคลอรีนในระดับ 0.6-1 ppm. ที่ pH ของน้ำใน
สระที่ 7.2-7.6 ซึ่งจะสามารถควบคุมและป้องกัน ไม่ให้เกิดสาหร่ายขึ้นในสระว่ายน้ำ
} ถ้าหากเกิดสาหร่ายขึ้นแล้ว ซึ่งเป็นสาเหตุให้น้ำเปลี่ยนสี ให้หยุดใช้สระชั่วคราวแล้วทำการบำบัด โดยใช้คลอรีนเติมในสระให้ได้ความ
เข้มข้น 5-10 ppm. ทิ้งไว้ 24 ชั่วโมง จะสามารถกำจัดสาหร่ายได้ พักสระไว้ 2-3 วัน จึงเปิดให้บริการตามปกติ
} ถ้าใช้คลอรีนชนิดไฮโปคลอไรท์ จะมีผลทำให้ pH ของน้ำในสระสูงขึ้น จำเป็นต้องใช้กรดเกลือ ( HCl ) เพื่อลด pH ของน้ำให้อยู่ในระดับ
เหมาะสมที่ 7.2 -7.6 ( ยกเว้นถ้าใช้คลอรีนชนิด โซเดี่ยมไดคลอโร ไอโซไซยานูเรท ไม่จำเป็นต้องใช้กรดเกลือ เพราะไม่มีผลต่อค่า pH
ของน้ำ )
ตารางแสดง อัตราส่วนการเติมคลอรีนในสระว่ายน้ำ
สระน้ำขนาดเล็ก คือ ประมาณ 2.5x3.5x1.5 เมตร อยากทราบต้องเติมคลอรีนเท่าไร
การเติมคลอรีนในสระว่ายน้ำ คือ ใช้คลอรีน 90% หรือ คลอรีน 65% ก็ได้ โดยมีการกำหนดให้สระว่ายน้ำ
มีค่าคลอรีนอิสระในน้ำ1 ppm ( 1 มิลลิกรัมต่อน้ำ 1ลิตร) ดังนั้นควรใช้ คลอรีน65% ที่ 3 ppm (เพื่อให้มีค่าคลอรีนอิสระในน้ำโดยเฉลี่ย 1 ppm)
โดยนำคลอรีนมาละลายน้ำ และใช้เฉพาะสารละลายคลอรีนเท่านั้น ใ้ห้สวมถุงมือและหน้ากากป้องปันสารพิษ ส่วนตะกอนที่ไม่ละลายควรจะเททิ้งไป ในการเติมลงในสระน้ำ ควรจะลงในช่วงเวลาที่ไม่มีคนอยู่ในสระ หรือเวลากลางคืน
ตัวอย่างการคำนวณ
คำนวณการใช้คลอรีน 65%
ค่าคลอรีน 3 ppm = คลอรีน 3 กรัม ต่อน้ำ 1 ลูกบาศก์เมตร
ดังนั้นน้ำ 1 ลูกบาศก์เมตร ต้องใช้คลอรีน 65% = 3/0.65 กรัม หรือ 4.6 กรัม
กำหนดปริมาตรสระ
ปริมาตรสระ 2.5x3.5x1.5 = 13.215 ลูกบาศก์เมตร
ใช้คลอรีนผง 65% จำนวน 4.6x 13.215 = 60 กรัม
ดังนั้นใช้คลอรีน 65% วันละ 0.060 กก./น้ำ 13.215 ลูกบาศก์เมตร
|
|
| |
l การใช้คลอรีนในตลาดสด
} ใช้สาละลายคลอรีนเข้มข้น 5,000 - 10,000 ppm. เทราดให้ทั่วทิ้งไว้ 10-15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง จะเป็นการฆ่าเชื้อ
จุลินทรีย์ และดับกลิ่นในตลาดได้เป็นอย่างดี
|
|
| |
|
|
| |
 |
| |
| |
ข้อแนะนำการใช้คลอรีนให้ปลอดภัย |
|
| |
l ข้อแนะนำการใช้คลอรีนให้ปลอดภัย
} การเก็บรักษา
- เก็บในภาชนะทีปิดสนิทมิดชิด และห่างจากสารที่ลุกไหม้ได้
- เก็บไว้ในที่แห้งและเย็น ไม่โดนแสงแดด และมีอากาศถ่ายเทสะดวก
} การใช้งาน
- ก่อนใช้ต้องอ่านฉลากข้างภาชนะบรรจุ และปฎิบัติตามวิธีการใช้อย่างเคร่งครัด
- ห้ามกลิ้งหรือโยนภาชนะบรรจุโดยเด็ดขาด
- การตักคลอรีนจากภาชนะบรรจุ ต้องใช้พลั่วพลาสติกที่แห้งและสะอาด
- ระวังอย่าให้คลอรีนสัมผัสกับกรดหรือด่าง วัตถุไวไฟ และเคมีภัณฑ์อื่นๆ เพราะอาจทำให้เกิดปฏิกิริยาอย่างรุนแรง
- ห้ามทำการละลายคลอรีน โดยการเทน้ำใส่เพราะอาจเกิดการระเบิดได้
- ขณะใช้ควรสวมแว่นตา ถุงมือ และชุดป้องกันอย่างรัดกุม
- กรณีถูกไฟไหม้ คลอรีนจะปล่อยก๊าซออกซิเจน ดังนั้นต้องใช้เครื่องดับเพลิงที่ให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือผงเคมีในการดับ
เท่านั้น
} การปฐมพยาบาลหากได้รับอันตราย
- ถ้าสารเข้าตาหรือสัมผัสผิวหนัง ให้ล้างด้วยน้ำสะอาดปริมาณมากๆอย่างน้อย 15 นาที กำจัดเสื้อผ้าที่เปื้อนสาร แล้วนำส่งแพทย์
- กรณีสูกดมสาร ให้รีบนำตัวสู่บริเวณที่มีอากาศบริสุทธิ์ แล้วนำส่งแพทย์โดยทันที
- กรณีกลืนกินสาร ถ้าผู้ป่วยยังมีสติ ให้ดื่มน้ำมากๆแล้วตามด้วยน้ำมันพืช หากมีการอาเจียนให้ดื่มน้ำมากๆ แล้วนำส่งแพทย์ทันที
ถ้าผู้ป่วยหมดสติ อย่าให้รับประทานสิ่งใดและห้ามทำให้อาเจียนโดยเด็ดขาด ให้รีบนำส่งแพทย์โดยเร็วที่สุด
องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดไว้ว่า
- ปริมาณสารละลายคลอรีนที่เติมในน้ำประปา(ณ จุดเริ่มต้น) ต้องมีความเข้มข้น 5 มิลลิกรัมต่อลิตร
- ปริมาณของคลอรีนที่ตกค้างอยู่ในน้ำ (Chlorine Residual) ซึ่งวัดได้หลังจากคลอรีนสัมผัสกับน้ำแล้ว 30
นาที จะต้องมีความเข้มข้น 0.5 มิลลิกรัมต่อลิตร
กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข กำหนดไว้ว่า
- ปริมาณสารละลายคลอรีนที่เติมในน้ำประปา(ณ จุดเริ่มต้น) ต้องมีความเข้มข้น 1 มิลลิกรัมต่อลิตร
- ปริมาณของคลอรีนที่ตกค้างอยู่ในน้ำ (Chlorine Residual) ซึ่งวัดได้ที่ปลายท่อเมนจ่ายน้ำในจุดที่ไกลจากระบบ
ผลิตมากที่สุด จะต้องมีความเข้มข้นประมาณ 0.2 - 0.5 มิลลิกรัมต่อลิตร
การฆ่าเชื้อโรคด้วยคลอรีน สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่ปริมาณของคลอรีนที่เติมลงไปในน้ำ หากแต่เป็นปริมาณของคลอรีนที่ตกค้างอยู่ในน้ำ(Chlorine Residual) ซึ่งวัดได้หลังจากช่วงเวลาสัมผัสหนึ่ง ซึ่งจากคุณสมบัติหนึ่งของคลอรีนคือ เป็นสารออกซิไดซิงอย่างแรง ดังนั้นเมื่อเติมลงไปในน้ำ คลอรีนจะทำปฏิกิริยากับสารต่างๆได้อย่างรวดเร็ว ถ้าเติมคลอรีนน้อยเกินไปก็จะไม่มีคลอรีนตกค้าง แต่ถ้าเติมมากไปก็จะเป็นการสิ้นเปลือง และทำให้น้ำมีกลิ่นไม่พึงประสงค์และอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ ฉะนั้นจึงควรควบคุมให้มีปริมาณที่เหมาะสมเพื่อจะได้มีคลอรีนอิสระหรือคลอรีนหลงเหลืออยู่ในน้ำหลังจากการทำปฏิกิริยากับสารต่างๆแล้ว ซึ่งจะทำให้สามารถฆ่าเชื้อโรคในน้ำได้ อนึ่งความต้องการคลอรีนขึ้นอยู่กับลักษณะทางกายภาพและเคมีของน้ำ เช่นน้ำที่มีความขุ่นหรือสารละลาย มักต้องการคลอรีนสูง เป็นต้น ส่วนระดับคลอรีนตกค้างนั้นขึ้นอยู่กับมาตรฐานน้ำประปาที่กำหนดขึ้น โดยปกติระบบจ่ายน้ำประปาสำหรับชุมชนควรมีคลอรีนตกค้างอิสระ (Chlorine Residual) ที่เวลาสัมผัส 20 นาที ซึ่งวัดได้ที่ปลายท่อเมนจ่ายน้ำในจุดที่ไกลจากระบบผลิตมากที่สุด จะต้องมีความเข้มข้นประมาณ 0.2 - 0.5 มิลลิกรัมต่อลิตร
| | |
|
|
|