วิธีเก็บรักษาสารเคมีประเภทต่าง ๆ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
วิธีเก็บรักษาสารเคมี ตามคู่มือการเก็บรักษาสารเคมี พ.ศ. 2550 ของกรมโรงงานอุตสาหกรรมกำหนดให้แยกจัดเก็บสารเคมีตามคุณสมบัติ ได้แก่ ตัวทำละลายไวไฟ, สารออกซิไดซ์, สารลด, และกรด-ด่าง โดยสารที่ทำปฏิกิริยากันรุนแรง เช่น ตัวทำละลายกับสารออกซิไดซ์ และกรดกับด่าง ต้องเก็บแยกกันอย่างชัดเจน โดยมีรายละเอียดดังนี้
วิธีเก็บรักษาสารเคมี ประเภท ตัวทำละลาย (Solvents)
![]()
การเก็บรักษาตัวทำละลาย ตามมาตรฐานกรมโรงงานอุตสาหกรรมจัดเป็นของเหลวไวไฟ (Flammable Liquids) แบ่งเป็นกลุ่ม 3A (จุดวาบไฟ < 60 °C) และ 3B (จุดวาบไฟ ≥ 60 °C). มาตรฐานการจัดเก็บกำหนดให้ใช้อุปกรณ์ป้องกันการระเบิด (Explosion-proof) สำหรับกลุ่ม 3A, การต่อสายดินป้องกันไฟฟ้าสถิต, และการมีเขื่อนกักเก็บสารรั่วไหล 110% ของภาชนะที่ใหญ่ที่สุด, พร้อมห้ามเก็บร่วมกับสารออกซิไดซ์
วิธีเก็บรักษาสารเคมี ประเภท สารออกซิไดซ์ (Oxidizer หรือ Oxidizing Agent)
ถูกจัดอยู่ใน Storage Class 5.1 (แบ่งย่อยเป็น 5.1A, 5.1B และ 5.1C ตามความรุนแรง) มีมาตรการทางวิศวกรรมและข้อกำหนดควบคุมที่เข้มงวดมาก เนื่องจากสารกลุ่มนี้สามารถปล่อยออกซิเจนออกมาเร่งให้ไฟลุกไหม้รุนแรงได้อย่างรวดเร็ว ดังนี้
สารที่จัดอยู่ใน Storage Class 5.1 ได้แก่ Peroxides, Permanganates, Nitrate-based compounds เช่น Nitric Acid และ Nitrate อื่น ๆ รวมถึง Chlorinated compounds เช่น Sodium Hypochlorite
1. ข้อกำหนดด้านอาคารและโครงสร้าง (Engineering Control)
อาคารที่จัดเก็บต้องเป็นอาคารชั้นเดียวเท่านั้น: สำหรับกลุ่มที่มีความไวต่อปฏิกิริยาสูงมากๆ (เช่น 5.1A) กฎหมายระบุว่าต้องจัดเก็บในอาคารชั้นเดียว และไม่อนุญาตให้เก็บนอกอาคาร
กําแพงทนไฟ (Fire Wall): ห้องหรืออาคารที่ใช้เก็บต้องกั้นด้วยกำแพงทนไฟที่ทนความร้อนได้ไม่น้อยกว่า 90 นาที (F90) โดยกำแพงต้องสร้างให้สูงกว่าหลังคาขึ้นไปอย่างน้อย 1 เมตร และยื่นออกด้านข้างของตัวอาคารอย่างน้อย 0.5 เมตร เพื่อตัดวงจรไม่ให้ไฟลามหากเกิดเพลิงไหม้
2. การควบคุมความปลอดภัยภายในพื้นที่จัดเก็บ
ห้ามใช้แผงรองสินค้าที่เป็นไม้ (No Wood Pallets): ในกรณีที่สารออกซิไดซ์มีสถานะเป็นของเหลว ห้ามใช้พาเลทไม้ (Wood Pallet) หรือชั้นวางที่เป็นไม้เด็ดขาด เพราะหากเกิดการหกหรือซึม สารจะทำปฏิกิริยากับเนื้อไม้จนเกิดการลุกไหม้ได้เอง ต้องใช้พาเลทพลาสติก (Plastic Pallet) หรือพาเลทเหล็ก (Steel Pallet) เท่านั้น
ควบคุมวัตถุติดไฟในพื้นที่: ห้ามจัดเก็บวัสดุติดไฟทุกชนิด เช่น กล่องกระดาษ บรรจุภัณฑ์เปล่า เศษผ้า หรือพาเลทเปล่า รวมอยู่ในพื้นที่เก็บสารออกซิไดซ์
ระบบระบายอากาศและอุณหภูมิ: ห้องต้องแห้ง เย็น แสงแดดส่องไม่ถึงโดยตรง และมีระบบระบายอากาศที่เพียงพอเพื่อไม่ให้เกิดการสะสมความร้อน
3. หลักการแยกเก็บคละ (Segregation Rules)
ห้ามเก็บรวมกับสารไวไฟและ Reducing Agent: สารประเภท 5.1 ห้ามเก็บรวมกับของเหลวไวไฟ (Solvent/Class 3) สารเคมีกลุ่มอินทรีย์ และสารที่เป็น Reducing Agent อย่างเด็ดขาด เพราะหากผสมกันจะเกิดปฏิกิริยาเคมีรุนแรงจนเกิดการระเบิดได้ทันที
การเก็บร่วมกับคลังสินค้าอื่น: กลุ่ม 5.1A ห้ามเก็บรวมกับวัตถุอันตรายประเภทอื่นทุกกรณี (เว้นแต่จะกั้นห้องทนไฟแยกเด็ดขาด) ส่วนกลุ่ม 5.1B/5.1C อาจอนุญาตให้เก็บคละกับสารพิษ (Class 6.1) ได้ในบางเงื่อนไข แต่ต้องติดตั้งระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้และระบบดับเพลิงอัตโนมัติเพิ่มเติมตามที่กรมโรงงานกำหนด
4. ข้อควรระวังเพิ่มเติมเกี่ยวกับภาชนะบรรจุ
ห้ามใช้จุกคอร์กหรือจุกยาง: ฝาปิดภาชนะห้ามทำจากไม้ก๊อกหรือยาง เนื่องจากสารออกซิไดซ์จะกัดกร่อนและทำปฏิกิริยากับวัสดุธรรมชาติเหล่านี้จนเสื่อมสภาพและเกิดไฟไหม้ได้ ต้องใช้ฝาพลาสติกประเภทที่ทนทานสูง (เช่น PTFE หรือ HDPE)
ระวังสารที่ก่อให้เกิดเปอร์ออกไซด์ (Peroxide-forming): สารกลุ่มนี้หากเปิดใช้งานแล้วสัมผัสอากาศหรือแสงนาน ๆ จะฟอร์มตัวเป็นสารประกอบเปอร์ออกไซด์ที่ไม่เสถียร ต้องมีการตรวจเช็กอายุการจัดเก็บและทดสอบสารระเบิดเปอร์ออกไซด์อย่างสม่ำเสมอ
วิธีเก็บรักษาสารเคมี ประเภทสารลด หรือ Reducing Agent
ตามคู่มือและข้อกำหนดของกรมโรงงานอุตสาหกรรม สารลด (Reducing Agent) มักจะจัดอยู่ในกลุ่ม Storage Class 4.1 (ของแข็งไวไฟ), Class 4.2 (สารที่เสี่ยงต่อการลุกไหม้ได้เอง) หรือ Class 4.3 (สารที่ให้ก๊าซไวไฟเมื่อสัมผัสสารน้ำ) สารกลุ่มนี้ทำหน้าที่ให้อิเล็กตรอนและไวต่อปฏิกิริยาเคมีมาก โดยเฉพาะเมื่อเจอออกซิเจนหรือความชื้น มีหลักการจัดเก็บดังนี้ครับ
1. ข้อกำหนดด้านสถานที่และโครงสร้างอาคาร
ระบบตัดแยก (Segregation/Isolation): ต้องเก็บในห้องหรืออาคารแยกต่างหาก ห้ามเก็บรวมกับสารออกซิไดซ์ (Class 5.1/5.2) และกรดรุนแรงเด็ดขาด เพราะจะเกิดความร้อนสูงและระเบิดได้ทันที
อาคารต้องแห้งสนิท: สำหรับสารลดประเภท 4.3 (เช่น ผงสังกะสี, ผงแมกนีเซียม, Sodium Borohydride) อาคารต้องกันฝน และระบบพื้นต้องยกสูงป้องกันน้ำท่วมขัง เพราะหากสัมผัสความชื้นจะปล่อยก๊าซไฮโดรเจนออกมาจนเกิดการระเบิด
ระบบระบายอากาศแบบระเบิดเซฟตี้ (Explosion-proof): ต้องติดตั้งระบบระบายอากาศอย่างทั่วถึง เพื่อป้องกันการสะสมของฝุ่นผงโลหะ (Metal Dust) หรือก๊าซไวไฟที่ระเหยออกมา
2. การควบคุมสภาพแวดล้อมเฉพาะทางเคมี
การเก็บภายใต้ก๊าซเฉื่อย (Inert Gas Blanketing): สารลดที่ไวต่อปฏิกิริยาสูงมาก (เช่น Lithium Aluminum Hydride) ต้องจัดเก็บและปิดผนึกภายใต้บรรยากาศของก๊าซไนโตรเจน (Nitrogen) หรือก๊าซอาร์กอน (Argon) เพื่อไม่ให้สัมผัสกับออกซิเจนและความชื้นในอากาศ
การเก็บในน้ำมันหล่อลื่น (Mineral Oil): สารลดที่เป็นโลหะแอลคาไล (เช่น โลหะโซเดียม, โลหะโพแทสเซียม) กฎหมายและมาตรฐานความปลอดภัยบังคับให้ต้องแช่อยู่ในน้ำมันก๊าด (Kerosene) หรือน้ำมันแร่ (Mineral Oil) ตลอดเวลา ห้ามให้เนื้อโลหะโผล่พ้นน้ำมันมาสัมผัสอากาศ
3. ระบบดับเพลิง (ข้อจำกัดสำคัญทางกฎหมาย)
ห้ามติดตั้งระบบสปริงเกอร์น้ำ (No Water Sprinklers): ในพื้นที่เก็บสารลดประเภท 4.3 ห้ามใช้ระบบดับเพลิงด้วยน้ำอย่างเด็ดขาด รวมถึงห้ามใช้ถังดับเพลิงชนิดโฟม หรือคาร์บอนไดออกไซด์ (สำหรับโลหะบางชนิด)
ต้องใช้ระบบสารดับเพลิงแห้งเฉพาะ (Class D): ต้องเตรียมทรายแห้ง หรือถังดับเพลิงเคมีแห้งประเภท Class D (เช่น ถังดับเพลิงชนิดผงโซเดียมคลอไรด์) ไว้ประจำจุดในปริมาณที่เพียงพอเท่านั้น
วิธีเก็บรักษาสารเคมี ประเภท กรด-เบส (Acids-Bases)
การจัดเก็บ กรด-เบส (Corrosive) ตาม คู่มือการเก็บรักษาสารเคมีและวัตถุอันตราย ของกรมโรงงานอุตสาหกรรม ถูกจัดอยู่ใน Storage Class 8 (สารกัดกร่อน) มีข้อกำหนดในการควบคุมทางวิศวกรรมและการแยกเก็บทางเคมีที่ต้องระวังเป็นพิเศษดังนี้ครับ
1. การควบคุมความปลอดภัยด้านวิศวกรรมและสถานที่ (Engineering Control)
พื้นและโครงสร้างทนสารเคมี: พื้นอาคารจัดเก็บต้องฉาบเคลือบด้วยวัสดุทนกรด-ด่าง (เช่น Epoxy หรือ Polyurethane) และต้องไม่มีรอยแตกแยกเด็ดขาด เพื่อป้องกันสารเคมีกัดกร่อนโครงสร้างคอนกรีตหรือซึมลงสู่ชั้นดิน
ระบบกักเก็บและรองรับการรั่วไหล (Spill Containment): ต้องจัดทำคันกั้น (Dike) หรือมีถาดรองรับน้ำยาเคมีรั่วไหล โดยมีความจุไม่น้อยกว่า 110% ของภาชนะบรรจุที่ใหญ่ที่สุดในบริเวณนั้น
ระบบระบายอากาศทนการกัดกร่อน: ท่อระบายอากาศและพัดลมดูดอากาศ (Exhaust Fans) ต้องทำจากวัสดุที่ไม่เป็นสนิม เช่น พลาสติกประเภท PVC, PP หรือ FRP (Fiberglass Reinforced Plastic) ห้ามใช้โลหะเด็ดขาด
2. หลักการแยกเก็บทางเคมี (Chemical Segregation)
ห้ามเก็บกรดรวมกับเบส: แม้จะจัดอยู่ใน Class 8 เหมือนกัน แต่ตามหลักเคมี กรดและเบสต้องแยกพื้นที่จัดเก็บออกจากกันอย่างเด็ดขาด (อาจแยกด้วยคันกั้นหรือกำแพง) เพราะหากเกิดการรั่วไหลมาผสมกัน จะเกิดปฏิกิริยาสะเทิน (Neutralization) ที่รุนแรง ปล่อยความร้อนสูง (Exothermic) และละอองสารเคมีที่เป็นพิษ
แยกกรดอินทรีย์ออกจากกรดอนินทรีย์: สารอย่าง กรดน้ำส้ม (Acetic acid) ซึ่งเป็นกรดอินทรีย์ที่เป็นของเหลวไวไฟด้วย (Class 8/Class 3) ห้ามเก็บรวมกับกรดแร่แก่ เช่น กรดซัลฟิวริก (Sulfuric acid) หรือกรดไนตริก (Nitric acid) เพราะกรดแร่อาจทำปฏิกิริยาออกซิไดซ์กับกรดอินทรีย์จนเกิดเพลิงไหม้ได้
ห้ามเก็บใกล้สารที่ให้ก๊าซพิษ: ห้ามเก็บกรดรวมกับสารกลุ่มไซยาไนด์ (Cyanides) หรือซัลไฟด์ (Sulfides) เด็ดขาด เพราะหากกรดไปสัมผัสจะเกิดก๊าซพิษร้ายแรงทันที เช่น ก๊าซไฮโดรเจนไซยาไนด์ (Hydrogen cyanide) หรือก๊าซไข่เน่า (Hydrogen sulfide)
3. ข้อจำกัดของชั้นวางและภาชนะบรรจุ (Storage Equipment)
ห้ามใช้ชั้นวางหรือตู้โลหะ: ต้องใช้ตู้หรือชั้นวางที่ทำจากพลาสติกทนสารเคมีอย่าง HDPE หรือไม้ที่เคลือบสารป้องกัน ห้ามใช้เหล็กหรือโลหะที่เกิดสนิมและผุกร่อนได้ง่ายจากการระเหยของไอกรด
หลีกเลี่ยงตู้กระจก: สำหรับกรดไฮโดรฟลูออริก (Hydrofluoric acid / HF หรือกรดกัดแก้ว) ห้ามจัดเก็บในภาชนะแก้วหรือตู้กระจกอย่างเด็ดขาด เนื่องจากกรดจะทำปฏิกิริยากัดเนื้อแก้วจนทะลุ ต้องเก็บในภาชนะพลาสติกประเภท Teflon (PTFE) หรือ Polyethylene เท่านั้น
4. อุปกรณ์ความปลอดภัยภาคบังคับตามกฎหมาย
ฝักบัวและอ่างล้างตาฉุกเฉิน (Emergency Shower & Eyewash): กฎหมายบังคับให้ต้องติดตั้งในบริเวณที่เข้าถึงได้ง่ายภายในระยะเวลาไม่เกิน 10 วินาทีหลังจากเกิดอุบัติเหตุ และระบบน้ำต้องเปิดไหลได้ต่อเนื่องอย่างน้อย 15 นาที
ชุดดูดซับสารเคมีรั่วไหล (Spill Kits): ต้องมีสารเคมีสำหรับสะเทินฤทธิ์ (Neutralizing agent) เช่น ผงโซเดียมคาร์บอเนต (Sodium carbonate) สำหรับกรด และผงกรดซิตริก (Citric acid) สำหรับเบส เตรียมพร้อมไว้เสมอ
โทษในทางกฎหมาย
หากผู้ประกอบการหรือโรงงานจัดเก็บสารเคมีและวัตถุอันตรายไม่ถูกต้องตามมาตรฐาน จะมีความผิดและบทลงโทษตามกฎหมายหลัก 2 ฉบับ โดยแบ่งตามหน่วยงานที่เข้าตรวจบังคับดังนี้
1. โทษตาม พ.ศ. 2535 (กำกับดูแลโดย กรมโรงงานอุตสาหกรรม)
กรณีที่สารเคมีนั้นถูกขึ้นทะเบียนเป็น “วัตถุอันตราย” (ชนิดที่ 1, 2 หรือ 3) การไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานการจัดเก็บที่ประกาศกำหนด มีบทลงโทษดังนี้: โทษจำคุกและปรับ: มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (ตามมาตรา 71 หรือมาตรา 73 ขึ้นอยู่กับชนิดของวัตถุอันตราย) คำสั่งทางปกครอง (มาตรา 39): พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจออกคำสั่งระงับการกระทำที่ฝ่าฝืน หรือสั่งให้ปรับปรุงแก้ไขคลังจัดเก็บให้ถูกต้องตามระยะเวลาที่กำหนด การสั่งปิด/พักใช้ใบอนุญาต: หากฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งสั่งปรับปรุง หรือการจัดเก็บนั้นก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรง อธิบดีมีอำนาจสั่งพักใช้ใบอนุญาตประกอบกิจการ หรือสั่งปิดโรงงานในส่วนนั้นได้ทันที
2. โทษตาม พ.ศ. 2554 (กำกับดูแลโดย กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน)
กฎหมายฉบับนี้เน้นความปลอดภัยของลูกจ้าง โดยมี กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับสารเคมีอันตราย พ.ศ. 2556 ควบคุมอยู่: โทษจำคุกและปรับรุนแรง (มาตรา 53): นายจ้างที่ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานที่กำหนดในกฎกระทรวง (เช่น ไม่มีระบบกักเก็บสารรั่วไหล 110%, ไม่มีอ่างล้างตาฉุกเฉิน, ไม่แยกเก็บกรด-ด่าง) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 400,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ คำสั่งหยุดการทำงาน (มาตรา 36): พนักงานตรวจความปลอดภัยมีอำนาจออกคำสั่งเป็นหนังสือให้นายจ้างปรับปรุงแก้ไข หรือสั่งให้หยุดการทำงานของเครื่องจักร/หยุดใช้พื้นที่คลังสินค้านั้นเป็นการชั่วคราวได้ หากเห็นว่าสภาพการจัดเก็บอาจก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงต่อลูกจ้าง
3. โทษทางอาญาเพิ่มเติม (กรณีเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง)
หากเกิดเหตุเพลิงไหม้ ระเบิด หรือสารเคมีรั่วไหลเนื่องจากการจัดเก็บที่ไม่ถูกต้อง จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ผู้บริหารหรือผู้มีหน้าที่รับผิดชอบจะโดนข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญาเพิ่มด้วย: มาตรา 291: กระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย โทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท มาตรา 300: กระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส โทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ข้อยกเว้นและเงื่อนไขผ่อนผัน
1. ได้รับยกเว้น “ไม่ต้องขอใบอนุญาตและขึ้นทะเบียนครอบครอง” (แต่ต้องเก็บให้ปลอดภัย)
ตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง ยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตรายฯ จะมีกลุ่มสารเคมีที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องดำเนินการทางทะเบียนคลังสินค้า ได้แก่
สารเคมีเพื่อการวิเคราะห์ วิจัย และพัฒนา (R&D): สารเคมีอันตราย (ชนิดที่ 1, 2, 3) ที่นำเข้ามาหรือมีไว้ครอบครองเพื่อใช้ในห้องปฏิบัติการวิเคราะห์ หรือเพื่องานวิจัย ที่มีปริมาณรวมไม่เกิน 1 กิโลกรัม จะได้รับยกเว้นไม่ต้องแจ้งการดำเนินงาน ไม่ต้องขออนุญาตครอบครอง และไม่ต้องมีบุคลากรเฉพาะควบคุมการจัดเก็บ
วัตถุอันตรายในบัญชี 5.6 (กลุ่มสารควบคุมตามคุณสมบัติ): สารเคมีบางชนิดที่ขึ้นทะเบียนอยู่ในกลุ่มสารเคมีทั่วไปตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม จะได้รับยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตามประกาศเรื่อง การเก็บรักษาวัตถุอันตราย พ.ศ. 2551 (ไม่ต้องทำโครงสร้างคลังสินค้าแบบ F90 เต็มรูปแบบ)
สารเคมีที่เป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปในครัวเรือน: เช่น ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด สเปรย์กระป๋อง ยาฆ่าแมลงในบ้าน ที่ประชาชนหรือร้านค้าปลีกมีไว้เพื่อใช้งานทั่วไปตามวัตถุประสงค์ปกติ
2. ได้รับยกเว้น “ไม่ต้องแต่งตั้งบุคลากรเฉพาะรับผิดชอบคลังสินค้า”
ตามกฎหมาย โรงงานที่มีสารเคมีไวไฟ สารออกซิไดซ์ หรือมีพื้นที่คลังเก็บสารเคมีขนาดใหญ่ ต้องสอบและแต่งตั้ง “บุคลากรเฉพาะรับผิดชอบความปลอดภัยการเก็บรักษาวัตถุอันตราย” ประจำโรงงานเพื่อดูแลวิธีเก็บรักษาสารเคมี อย่างเข้มงวด แต่จะได้รับการยกเว้นหากเข้าเงื่อนไขต่อไปนี้
ไม่มีการจัดเก็บในคลังสินค้า (Warehouse): เช่น มีการนำสารเคมีไวไฟหรือออกซิไดซ์เข้ามาใช้ตรวจวิเคราะห์ในห้องแล็บ (Laboratory) โดยตรง และไม่มีการสต็อกเก็บรักษาไว้ในพื้นที่คลังสินค้า
ขนาดพื้นที่คลังสินค้าเล็กกว่าเกณฑ์: คลังจัดเก็บวัตถุอันตรายที่มีพื้นที่รวมต่ำกว่า 300 ตารางเมตร (และไม่ใช่สารกลุ่มไวไฟสูงหรือระเบิดได้ในปริมาณมากตามเกณฑ์กำหนด)
3. ข้อยกเว้น “การเก็บคละ” (เงื่อนไขผ่อนผันทางวิศวกรรมเคมี)
โดยปกติสารเคมีต่าง Storage Class จะห้ามเก็บร่วมกันเด็ดขาด แต่กฎหมายของกรมโรงงานฯ มีข้อยกเว้นให้ “เก็บคละในห้องเดียวกันได้” หากปฏิบัติข้อมูลตามเงื่อนไขพิเศษ
กระป๋องสเปรย์ (ก๊าซภายใต้ความดันภาชนะเล็ก) กับสารพิษ (Class 6.1): ปกติก๊าซกับสารพิษห้ามเก็บรวมกัน แต่ผ่อนผันให้เก็บรวมกันได้หากห้องมีผนังทนไฟ พื้นที่ไม่เกิน 60 ตารางเมตร ปริมาณจัดเก็บไม่เกิน 60% ของพื้นที่ อุณหภูมิห้องไม่เกิน 50 องศาเซลเซียส และมีทางออกฉุกเฉิน 2 ทางพร้อมถังดับเพลิง
สารกัดกร่อนที่ไม่ติดไฟ (Class 8B) กับสารเคมีอื่น ๆ: อนุญาตให้เก็บร่วมในพื้นที่เดียวกับสารอื่นได้ หากพิสูจน์แล้วว่าสารดังกล่าวจะไม่ทำปฏิกิริยากันในขณะเกิดอุบัติเหตุ โดยใช้วิธี “จัดเก็บแบบแยกห่าง” (Segregation) เช่น กั้นกำแพงเตี้ย วางเว้นระยะห่าง หรือใช้ถาดรองรับแยกสารออกจากกันอย่างชัดเจน
ใครได้รับการยกเว้นบ้าง ?
หากคุณเป็น ห้องปฏิบัติการขนาดเล็ก, สถาบันการศึกษา, หรือโรงงานที่ใช้สารเคมีปริมาณน้อยมาก (ต่ำกว่า 1 กิโลกรัมในงานวิจัย หรือเก็บในคลังรวมไม่ถึงเกณฑ์) กฎหมายจะยกเว้นเรื่องการทำทะเบียนและการยื่นขออนุญาตครอบครอง (วอ.8) รวมถึงยกเว้นการจ้างบุคลากรเฉพาะ แต่ในแง่ของหน้างานและระบบประกันภัย มาตรการพื้นฐาน เช่น การแยกกรด-เบส วิธีเก็บรักษาสารเคมีชนิดต่าง ๆ และการมีอุปกรณ์ดับเพลิง/อ่างล้างตาฉุกเฉิน ยังคงต้องจัดให้มีเพื่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่
อ้างอิง:
http://eis.diw.go.th/haz/hazard/pdf/pagad-kep-2550.pdf
https://www.diw.go.th/webdiw/wp-content/uploads/2022/04/law-fac-saft-03032565.pdf
สนใจติดต่อ เวิลด์เคมีคอล กรุ๊ป ผู้นําด้านการจําหน่ายและนำเข้า สารเคมีภัณฑ์ เคมีภัณฑ์อุตสาหกรรม ขนาดใหญ่ และ ขนาดย่อม ประเภท เคมีอุตสาหกรรม เคมีทําความสะอาด เคมีสระว่ายน้ำ เคมีบำบัดน้ำ เคมีงานปั้น-งานหล่อ เคมีอาหาร กลิ่น สารสกัด สี น้ำหอม เคมีเครื่องสำอาง อาทิ กลีเซอรีน โซดาไฟเกล็ด โซเดียมเมต้าไบซัลไฟต์ เอทิลแอลกอฮอล์ ฯลฯ สารพัดด้านเคมี เวิลด์เคมิคอล กรุ๊ป พร้อมให้บริการและให้ปรึกษากับลูกค้าทุกท่าน
สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
Line ID : @worldchemical
Facebook : https://www.facebook.com/chemical.chiangmai
เว็บไซต์ : www.worldchemical.co.th
โทร : 053 204 446-7
Jirakit Pawnsakunrungrot
Technical SEO Specialist, Web Developer, Self-taught chemist
-
-
-
(0)
ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ 35% (Hydrogen Peroxide 35%)
180 ฿ – 1,510 ฿Price range: 180 ฿ through 1,510 ฿ -
-
(0)
N95 Face Mask หน้ากากอนามัย ป้องกันฝุ่นละออง PM 2.5
89 ฿Original price was: 89 ฿.65 ฿Current price is: 65 ฿. -
(0)
ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ 50% TPL (Hydrogen Peroxide 50%) ขนาด 1kg-30kg
150 ฿ – 1,030 ฿Price range: 150 ฿ through 1,030 ฿ -
-
-
-
(0)
ฮิวมิคโพแทสเซียมฮิวเมท (Potassium Humate) ขนาด 1-25kg
120 ฿ – 1,925 ฿Price range: 120 ฿ through 1,925 ฿

















