การทำแลปเคมี โดยเฉพาะ แลปเคมีอินทรีย์ เป็นสิ่งที่สนุกและได้ความรู้มาก ๆ ส่วนตัวผมซึ่งเป็นผู้เขียนเองก็เป็นคน ๆ หนึ่งที่ชอบศึกษา ทดลอง เคมีเองที่บ้าน เช่นเดียวกัน ซึ่งหลาย ๆ คนอาจจะมองว่าแลปเคมีมันอันตรายและเป็นพิษ ซึ่งก็ถูกในส่วนหนึ่ง เพราะสารเคมีเป็นสิ่งที่ค่อนข้างอันตรายมาก ๆ แต่เมื่อเราเข้าใจพฤติกรรมของสารเคมี การจัดเก็บ การจัดการกับสารเคมีที่เหลือจากการทำปฏิกิริยาต่าง ๆ อย่างถูกต้อง เคมีจะกลายเป็นสิ่งที่สนุกมาก ๆ
ทำไมประเทศไทยเราไม่ค่อยนิยมมีแลปในบ้าน ?
เมื่อเปรียบเทียบประเทศไทยกับต่างประเทศ เช่น อเมริกา สาเหตุหลักที่คนอเมริกามีห้องแล็บเคมีในบ้านมากกว่าคนไทย มาจาก พื้นที่ใช้สอยขนาดใหญ่ (ห้องใต้ดิน/โรงรถ) และวัฒนธรรมการเรียนรู้แบบ Do-It-Yourself (DIY) แล็บในบ้านของคนอเมริกามักเกิดจาก ความหลงใหลในวิทยาศาสตร์ (Amateur Chemistry) มีการทดลองเพื่อสังเคราะห์ ค้นคว้า หรือเรียนรู้เป็นหลัก ส่วนคนไทย เรามักนิยมซื้อเพื่อใช้งานเฉพาะทางมากกว่า เช่น ล้างท่อ ล้างรถ ทำความสะอาด กัดสนิม เป็นต้น
ค่านิยมและวัฒนธรรมการเรียนรู้ระบบการศึกษาไทย
ขอบคุณรูปภาพจาก: https://gotomanager.com/cover-story/959
ประเทศไทยบ้านเรา เน้นการเรียนทฤษฎีในห้องเรียน การทดลองมักจำกัดอยู่แค่ในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย สังคมไทยจึงมองว่าสารเคมีเป็นสิ่งอันตรายที่ควรอยู่เฉพาะในสถานศึกษา
วัฒนธรรม Maker Movement ในอเมริกามีการสนับสนุนกลุ่ม “นักประดิษฐ์/นักทดลอง” สูงมาก มีชุมชนออนไลน์คอยแลกเปลี่ยนสูตรและการทดลองในบ้านอย่างแพร่หลาย แม้กฎหมายในต่างประเทศเข้มงวดเรื่องสารเคมี และห้องทดลอง มากกว่าประเทศไทย แถมอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ยังมีราคาแพงกว่าประเทศเราที่สามารถซื้อจากประเทศจีนได้ในราคาถูกแค่ปลายนิ้ว
ส่วนไหนของบ้านที่สามารถทำเป็น Lab เคมีเล็ก ๆ ได้ ?
ห้องหรือโซนที่ควรทำเป็นห้องทดลองเล็ก ๆ ของเราควรเป็นห้องหรือโซนที่สามารถระบายอากาศได้ดี ทำความสะอาดง่าย ห้ามอยู่ในห้องปิดหรือห้องแอร์ ควรเลือกพื้นที่เปิดโล่ง หรือห้องที่มีหน้าต่างกว้างและพัดลมดูดอากาศเพื่อระบายควันและไอระเหย บ้านเพื่อน ๆ คนไหนมีห้องครัวที่ใหญ่และระบายอากาศได้ดี อาจจะจัดหาเค้าเตอร์ของห้องครัวว่าง ๆ สักหนึ่งอัน วางให้ห่างจากจุดอื่น ๆ ที่ใช้ทำอาหาร เป็นต้น
ความปลอดภัย (Safety)
โต๊ะปฏิบัติการควรเป็นแบบไหน ?
ใช้โต๊ะที่แข็งแรง เช่น โต๊ะสเตนเลสหรือโต๊ะไม้ที่มีแผ่นยาง/แผ่นทนความร้อน (เช่น แผ่นซิลิโคน) ปูทับเพื่อป้องกันสารเคมีกัดกร่อนพื้นผิวของโต๊ะ
อยู่ใกล้กับอ่างล้างมือและแหล่งน้ำ
เมื่อเราวางแผนจะเริ่มทำแลปเคมีเล็ก ๆ เอง ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ตลอดเวลาที่เราทำปฏิกิริยาต่าง ๆ สารเคมีที่เราใช้มักเปื้อน หรือกระเด็นโดนผิวหนังบ่อยครั้ง ซึ่งสารเคมีสารใหญ่สามารถล้างออกได้ เราจึงควรจัดโซนเคมีของเราให้อยู่ใกล้ก๊อกน้ำล้างมือและอุปกรณ์ฉุกเฉินต่าง ๆ ที่เราพอจะจัดหาได้
อุปกรณ์ความปลอดภัย (Safety Equipment)
อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (PPE) เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ซึ่งอันดับแรกที่ผมอยากจะให้พิจารณา นั่นก็คือ
- หน้ากากกันแก๊ส (Gas Mask) ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าส่วนใหญ่แล้วเราทดลองกับสารเคมีประเภทไหนบ้าง แต่โดยรวมแล้วควรซื้อหน้ากากกันแก๊สและใช้ตลับกรองสำหรับป้องกันไอระเหยสารอินทรีย์และแก๊สกรด (Organic Vapors & Acid Gases) จะมีรหัสมาตรฐานสากลคือ A1, A2, E1 หรือ E2 ซึ่งควรเป็นหน้ากากที่เต็มหน้ามีการป้องกันไปถึงดวงตาด้วย
- ถุงมือไนไตรล์ (Nitrile Gloves) ช่วยปกป้องมือจากการหกรั่วไหลของสารเคมี โดยถุงมือไนไตรล์จะทำจากยางสังเคราะห์ ออกแบบมาเพื่อทดแทนถุงมือยางธรรมชาติป้องกันสารเคมีและน้ำมัน ทนทานต่อ กรด ด่าง และตัวทำละลายได้ดีกว่าถุงมือยางธรรมชาติและไวนิล มีความเหนียว ทนการเจาะทะลุและการเสียดสีได้ดีเยี่ยม
- เสื้อกาวน์แลป (Lab Coat) เป็นเสื้อคลุมที่สวมทับชุดปกติเพื่อความปลอดภัยในห้องปฏิบัติการ ป้องกันการกระเด็นและหกรั่วไหล ป้องกันผิวหนังและเสื้อผ้าจากการสัมผัสสารเคมี กรด ช่วยป้องกันไม่ให้สารอันตรายติดตัวผู้สวมใส่กลับออกไป และป้องกันไม่ให้สิ่งสกปรกจากร่างกายไปปนเปื้อนตัวอย่างทดลอง เสื้อกาวน์มักออกแบบให้ถอดง่าย เพื่อความปลอดภัยกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน เช่น สารเคมีหกใส่
- ถังดับเพลิงชนิดเคมีแห้ง (ABC) ประจำห้อง เพื่อดับไฟหากเกิดเพลิงไหม้ขึ้นมาจริง ๆ
การเก็บสารเคมี (Chemical Storage)
เก็บสารเคมีในภาชนะทึบแสง ปิดฝาสนิท และติดป้ายชื่อสาร ความเข้มข้น วันที่ที่ผสม รวมถึงสัญลักษณ์เตือนอันตรายให้ชัดเจน หลีกเลี่ยงการเก็บสารเคมีที่มีฤทธิ์กัดกร่อนหรือสารไวไฟไว้ในพื้นที่พักอาศัยหลัก
- ห้ามเก็บกรดใกล้กับด่าง (Bases) เด็ดขาด เพราะจะเกิดปฏิกิริยาคายความร้อนสูงมากจนเกิดการระเบิดและไอระเหยที่เป็นอันตราย และห้ามเก็บรวมกับโลหะไวไฟ อะลูมิเนียม สังกะสี หรือไซยาไนด์
- สารออกซิไดซ์ (Oxidizer) ห้ามเก็บรวมกับสารที่สามารถติดไฟหรือเกิดปฏิกิริยาได้ง่าย เช่น สารไวไฟ, สารอินทรีย์, สารรีดิวซ์, และกรดบางชนิด
เครื่องแก้ว (Glassware)
เลือกใช้เครื่องแก้วประเภท Borosilicate ซึ่งทนความร้อนและการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิได้ดี สิ่งที่แลปเคมีควรมีได้แก่
- บีกเกอร์ (Beaker) เพื่อใช้ผสมสารเคมีทั่วไป
- กระบอกตวง (Cylinder) เพื่อให้สามารถชั่งตวงได้ง่าย ครั้งละในปริมาณมาก
- ขวดรูปชมพู่ (Erlenmeyer Flask) เพื่อใช้ผสมสารเคมีทั่วไป และใส่ตัวทำละลายที่ระเหยไว
- ขวดก้นกลม (Round Bottom Flask) เป็นรูปทรงที่ทนต่อความร้อนที่สุด เพราะไม่ค่อยมีส่วนมุม ซึ่งเป็น Hot Spots ที่อาจจะทำให้แตกเมื่อเกิดการขยายตัว/หกตัวเฉียบพลัน จากความร้อนได้ รวมถึงสามารถนำไปต่อกับคอนเดนเซอร์ และเครื่องแก้วอื่น ๆ ได้
- คอนเดนเซอร์ (Condenser) และ Adapters ต่าง ๆ เพื่อให้มั่นใจว่าเราสามารถ ทำการ Reflux สารผสมในปฏิกิริยา รวมถึงทำการกลั่นตัวทำละลายที่ใช้กลับมาใช้ใหม่ได้
- เครื่องชั่งดิจิตอล (Digital Scale) เพื่อให้สามารถชั่งตวงได้อย่างแม่นยำ
- เครื่องกวนและให้ความร้อน (Magnetic Hot Plate Stirrer) เพื่อกวนสารผสมในปฏิกิริยาเพื่อให้โดยความร้อนหรือเกิดปฏิกิริยากันอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่มี Hot Spot
ความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR)
หลังจากที่เราทดลองแล้ว เราจะไม่เทของเสียลงท่อระบายน้ำสาธารณะ เพราะสารเคมีหลายประเทศจะเข้าไปกัดกร่อนและทำลายระบบท่อประปาโดยตรง อีกทั้งยังก่อให้เกิดการปนเปื้อนในแหล่งน้ำธรรมชาติ ทำลายระบบนิเวศ และขัดขวางกระบวนการย่อยสลายทางชีวภาพของโรงบำบัดน้ำเสีย นอกจากนี้สารเคมีหลายชนิดยังไม่สามารถบำบัดได้หมด ซึ่งส่งผลกระทบย้อนกลับมาสู่คุณภาพน้ำอุปโภคบริโภคที่เราวนนำกลับมาใช้ใหม่อีกด้วย
สำหรับกรดด่างทั่วไป เราสามารถสะเทินกรดด่าง และเจือจางน้ำ เพื่อทิ้งลงท่อระบายน้ำได้ แต่ ตัวทำละลาย เช่น Xylene หรือพวก Hydrocarbon เราไม่สามารถเทลงท่อระบายน้ำได้ ให้เปิดฝาทิ้งไว้ในที่โล่ง (ที่ไม่มีประกายไฟ หรือแหล่งความร้อนเด็ดขาด เนื่องจากไอระเหยของ Hydrocarbon ส่วนใหญ่เป็นสารไวไฟสูง) ให้สารระเหยจนแห้งแข็ง หรือเทใส่ทราย/หนังสือพิมพ์เก่าให้ดูดซับ รอจนแห้งแล้วทิ้งเป็นขยะอันตราย โดยนำไปทิ้งที่ตู้รับทิ้งขยะอันตรายของชุมชน หรือส่งให้บริษัทรับกำจัดกากอุตสาหกรรมที่ได้รับอนุญาต
ผมขอกลับไปพูดถึงประเด็นเรื่องการศึกษากันต่อว่า ทำไมเราถึงขาดแคลนนักวิทย์สมัครเล่นเก่ง ๆ ?
ความแตกต่างด้านงบประมาณสนับสนุน: ยุโรป สหรัฐฯ และจีน มีระบบทุนทางสังคม เงินบริจาค และแพลตฟอร์มระดมทุน (Crowdfunding) ที่แข็งแกร่งมาก ทำให้โปรเจกต์ของนักวิทยาศาสตร์สมัครเล่นขับเคลื่อนไปได้ไกลจนกลายเป็นธุรกิจสตาร์ทอัพ
สเปซสำหรับ Maker Culture: ในจีนมีพื้นที่แบบ “ฮาร์ดแวร์ซิลิคอนวัลเลย์” (เช่น ที่เซินเจิ้น) และในยุโรปมี FabLab หรือ Hackerspace สาธารณะจำนวนมาก ที่เปิดให้คนทั่วไปเข้าไปใช้เครื่องมือราคาแพง เช่น เครื่องตัดเลเซอร์ หรือแล็บชีวภาพพื้นฐาน ได้ในราคาถูก
แต่บ้านเราก็มีช่างนอกระบบฝีมือดี
ไทยเรามีกลุ่มที่ทดแทนในรูปแบบอื่นแม้เราจะไม่มีนักเคมีหรือนักฟิสิกส์สมัครเล่นที่สร้างห้องแล็บส่วนตัว แต่คนไทยมีความโดดเด่นมากในกลุ่ม “ช่างคิด ช่างดัดแปลง” นอกระบบโรงเรียน เช่น
กลุ่มเกษตรกรนักประดิษฐ์: การคิดค้นระบบน้ำอัจฉริยะ รถไถบังคับวิทยุ หรือเครื่องจักรทุ่นแรงในฟาร์ม
กลุ่มช่างโมดิฟายด์: การดัดแปลงเครื่องยนต์ ยานพาหนะ หรือระบบโซลาร์เซลล์ใช้อิสระในชุมชน
รูปแบบของไทยจึงเน้นไปที่ “วิทยาศาสตร์ประยุกต์เพื่อการทำมาหากิน” มากกว่าวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์เพื่อความรู้ความเข้าใจ เพราะ ความมั่นคงปากท้อง คือรากฐานสำคัญที่กำหนดว่าคนในสังคมจะมีเวลาและทรัพยากรไปทำสิ่งที่เป็น “ความสุขส่วนตัว” หรือ “งานอดิเรกที่มีต้นทุนสูง” ได้มากน้อยแค่ไหน
1. ลำดับขั้นความต้องการของมนุษย์ (Maslow’s Hierarchy of Needs)
ประเทศไทย: ประชากรส่วนใหญ่ยังต้องโฟกัสกับความต้องการขั้นพื้นฐาน (ปากท้อง การเงิน ความมั่นคงในชีวิต) การทำมาหากินในแต่ละวันดึงเวลา พลังงาน และสมองไปจนหมด การจะเจียดเงินหรือเวลาไปซื้อสารเคมี เครื่องแก้ว หรืออุปกรณ์ดาราศาสตร์ราคาแพงมานั่งศึกษาเฉย ๆ โดยไม่ได้เงินตอบแทน จึงกลายเป็นเรื่อง “ฟุ่มเฟือย”
ประเทศพัฒนาแล้ว: กลุ่มชนชั้นกลางในยุโรป สหรัฐฯ หรือเมืองใหญ่ของจีน มีความมั่นคงทางรายได้ มีสวัสดิการรัฐรองรับ (เช่น บำนาญ ประกันสุขภาพ) และมีเวลาว่าง (Work-Life Balance) ที่แน่นอน พวกเขาจึงมีทรัพยากรเหลือพอที่จะขยับไปสู่ขั้นการพัฒนาตนเอง หรือทำตามความหลงใหล (Passion) ได้
การศึกษาวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ (Pure Science) เช่น การศึกษาพฤติกรรมของสารเคมี การดูดาว หรือการวิจัยพืชป่า เป็นการสะสมความรู้ที่อาจต้องใช้เวลาเป็นสิบปีกว่าจะเห็นผลลัพธ์ หรือบางทีอาจจะไม่มีประโยชน์ในเชิงพาณิชย์เลยในสภาพเศรษฐกิจที่คนต้องหาเงินเดือนชนเดือน หรือสู้กับหนี้สิน การลงทุนกับสิ่งที่ “ไม่สร้างรายได้ทันที” เป็นเรื่องที่เสี่ยงเกินไปสำหรับคนทั่วไป ต่างจากการประดิษฐ์เครื่องมือการเกษตรหรือดัดแปลงเครื่องยนต์ที่ทำเสร็จแล้วช่วยลดต้นทุนหรือเพิ่มรายได้ให้เห็นทันตา ฉนั้น คำตอบคือไม่ใช่ว่า “คนไทยเราไม่ฉลาด” แต่เป็นเพราะ “โครงสร้างเศรษฐกิจและปากท้อง” บังคับให้เราต้องเลือกสิ่งที่มีประโยชน์ต่อการอยู่รอดก่อน
ในย่อหน้าสุดท้ายของบทความนี้ ผมหวังว่าในชีวิตผมจะได้เห็นประเทศไทยจะได้เห็นการศึกษาวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์เบ่งบานขึ้นในสักวัน ซึ่งก็คงต้องหวังว่าโครงสร้างของระบบการศึกษาและเศรษฐกิจของเราจะพัฒนาถึงจุดที่เรามี Maker Culture ของตัวเองได้ในสักวันครับ
สนใจติดต่อ เวิลด์เคมีคอล กรุ๊ป ผู้นําด้านการจําหน่ายและนำเข้า สารเคมีภัณฑ์ เคมีภัณฑ์อุตสาหกรรม ขนาดใหญ่ และ ขนาดย่อม ประเภท เคมีอุตสาหกรรม เคมีทําความสะอาด เคมีสระว่ายน้ำ เคมีบำบัดน้ำ เคมีงานปั้น-งานหล่อ เคมีอาหาร กลิ่น สารสกัด สี น้ำหอม เคมีเครื่องสำอาง อาทิ กลีเซอรีน โซดาไฟเกล็ด โซเดียมเมต้าไบซัลไฟต์ เอทิลแอลกอฮอล์ ฯลฯ สารพัดด้านเคมี เวิลด์เคมิคอล กรุ๊ป พร้อมให้บริการและให้ปรึกษากับลูกค้าทุกท่าน
สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
Line ID : @worldchemical
Facebook : https://www.facebook.com/chemical.chiangmai
เว็บไซต์ : www.worldchemical.co.th
โทร : 053 204 446-7
Jirakit Pawnsakunrungrot
Technical SEO Specialist, Web Developer, Self-taught chemist

