ประวัติศาสตร์ของ Diethyl Ether
William Thomas Morton บุคคลแรกที่ทำให้มนุษย์ไม่ต้องทนทุกข์จากความเจ็บปวด
William Thomas Morton (9 สิงหาคม ค.ศ. 1819 – 15 กรกฎาคม ค.ศ. 1868) เป็นทันตแพทย์ชาวอเมริกัน ผู้มีบทบาทสำคัญในการทำให้ การดมยาสลบด้วยอีเทอร์ (Ether Anesthesia) ได้รับการยอมรับจากวงการแพทย์ทั่วโลก จนได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกวิสัญญีวิทยาสมัยใหม่ แม้ว่าจะยังมีข้อถกเถียงว่าใครคือผู้ค้นพบการใช้อีเทอร์เป็นคนแรกก็ตาม

ประวัติ William Thomas Morton
- เกิด: 9 สิงหาคม ค.ศ. 1819 ที่รัฐแมสซาชูเซตส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา
- เริ่มต้นอาชีพเป็น ทันตแพทย์
- ระหว่างถอนฟัน เขาพบว่าผู้ป่วยต้องทนทุกข์จากความเจ็บปวดอย่างมาก จึงเริ่มค้นหาวิธีลดความเจ็บปวดในการรักษา
- ศึกษาเกี่ยวกับคุณสมบัติของ Diethyl Ether (อีเทอร์) และทดลองนำมาใช้เป็นยาสลบโดยการสูดดม
เหตุการณ์สำคัญที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์ Ether Anesthesia
วันที่ 16 ตุลาคม ค.ศ. 1846 Morton ได้สาธิตการใช้อีเทอร์เป็นยาสลบต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรกที่ Massachusetts General Hospital
ในการผ่าตัดครั้งนั้น
- ผู้ป่วยได้รับอีเทอร์ผ่านการสูดดม
- ศัลยแพทย์ John Collins Warren สามารถผ่าตัดก้อนเนื้อบริเวณลำคอได้โดยที่ผู้ป่วยแทบไม่รู้สึกเจ็บปวด
เมื่อการผ่าตัดเสร็จ ศัลยแพทย์กล่าวประโยคที่โด่งดังว่า..
“Gentlemen, this is no humbug.” แปลว่า “ท่านสุภาพบุรุษ นี่ไม่ใช่เรื่องหลอกลวง”
เหตุการณ์นี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของ ยุคการผ่าตัดแบบไร้ความเจ็บปวด และเปลี่ยนวงการแพทย์ไปตลอดกาล

เนื้อเรื่องของ ” William Thomas Morton บุคคลแรกที่ทำให้มนุษย์ไม่ต้องทนทุกข์จากความเจ็บปวด เริ่มจาก
ในการค้นพบองค์ความรู้ใหม่ บางครั้งความกลัวและการดื้อรั้นของสังคมได้สร้างอุปสรรคขัดขวางความคิดสร้างสรรค์ของนักวิทยาศาสตร์ และนักประดิษฐ์ ดังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี 1856 เมื่อ William Thomas Green Morton นำอีเทอร์ (ether) มาใช้เป็นยาสลบในการผ่าตัดเป็นครั้งแรก ผลงานนี้ได้ยุติการทรมานและความทารุณที่เกิดขึ้นเวลาแพทย์ผ่าตัดคนไข้ขณะคนไข้คนนั้นยังมีสติ แม้ความสำเร็จของ Morton จะเป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาของทุกคน แต่การค้นพบนี้ก็ไม่ได้รับการสนับสนุนจากสังคม หรือสถาบันศาสนาใดๆ เพราะในสมัยนั้น นอกจากบรรดาแพทย์จะมีความอิจฉาริษยาสูงและมีอคติต่อกันแล้ว บุคลิกและนิสัยส่วนตัวของ Morton ก็มีส่วนในการทำให้อีเทอร์ถูกต่อต้านด้วย ทั้งนี้เพราะ Morton เป็นเพียงทันตแพทย์ที่ไม่ได้รับการศึกษาสูง เป็นคนโลภ และคิดหารายได้จากคนไข้ที่กำลังทุกข์ทรมานด้วยอาการปวดฟัน และประเด็นหลังนี้เองที่ทำให้เขาเป็นคนที่สังคมคิดว่า ไร้จริยธรรม
เมื่อ 4,500 ปีก่อนนี้ชาวอียิปต์โบราณรู้วิธีทำให้คนสลบหรือหมดสติ โดยใช้การบีบคอ จนเลือดไหลขึ้นเลี้ยงสมองไม่ได้ หรือใช้ท่อนไม้ฟาดที่กะโหลกศีรษะอย่างรุนแรง เมื่อมนุษย์เจริญขึ้น เทคนิคการทำให้คนสลบก็ได้รับการพัฒนายิ่งขึ้น เช่น ในค.ศ.100 แพทย์ยุโรปจะให้คนไข้กินรากของต้น mandragora และ belladonna เพื่อทำให้หมดสติ ต่อมาเทคนิคการทำให้คนไม่รู้สึกเจ็บก็ถูกพัฒนาไปโดยให้กินแอลกอฮอล์ ฝิ่น และกัญชา เพื่อให้คลายเจ็บ ขณะแพทย์ทำการผ่าตัด ถึงสารลดความเจ็บปวดเหล่านี้ให้ผลเป็นที่พอใจในระดับหนึ่ง แต่ก็ไม่สมบูรณ์ทีเดียวนัก เพราะในบางครั้งคนไข้กลับฟื้นและรู้สึกตัวในขณะที่การผ่าตัดยังไม่ลุล่วง
ในเวลาต่อมาสถาบันศาสนาได้มีความเห็นว่า สุรา ฝิ่น และกัญชาล้วนเป็นยาเสพติดของคนนอกรีต ดังนั้นจึงสั่งห้ามทุกคนใช้ แพทย์จำต้องใช้วิธีอื่นมาแทน เช่น Franz Mesmer แพทย์ชาวเยอรมันใช้วิธีสะกดจิต Joseph Priestley ผู้พบอ๊อกซิเจนและแก๊ส nitrous oxide ในปี 1772 ได้นำ nitrous oxide ไปสาธิตการทำให้คนสลบ Humphrey Davy ผู้ประดิษฐ์ตะเกียงนิรภัยได้เสนอให้แพทย์ใช้แก๊ส nitrus oxide นี้เป็นยาชาในการผ่าตัด แต่ไม่มีแพทย์คนใดเชื่อ เพราะทั้ง Priestley และ Davy ต่างก็เป็นนักเคมี และวงการแพทย์ในเวลานั้นกลับไปสนใจประเด็นความสามารถของแก๊ส nitrous oxide ในการทำให้คนไข้หัวเราะยิ่งกว่าความสามารถด้านอื่น
ลุถึงปี 1824 แพทย์ชื่อ Henry Hickman จึงได้ทดลองให้คนไข้สูดหายใจแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์เข้าปอดจนคนไข้หมดสติ แต่ความสำเร็จของ Hickman ในเรื่องนี้ไม่มีแพทย์แพทย์คนใดสนใจ เพราะหลายคนที่ศรัทธาและเคร่งศาสนายังเชื่อว่า การทนทุกข์ทรมานเป็นสิ่งที่พระเจ้าประสงค์จะใช้ทดสอบความเข้มแข็งของจิตใจ ดังนั้นคนที่สามารถทนทุกข์หนักที่สุดได้ (หรือถูกฆ่า) จะได้รับการยกย่องว่าเป็นคนที่มีจิตใจสูงส่ง และเป็นผู้ที่เสียสละมากที่สุด จนสมควรได้รับการเชิดชูเป็นนักบุญ
ในกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ Morton เริ่มอาชีพทันตแพทย์ เขาได้พบว่าเวลาแพทย์จะผ่าตัดคนไข้ แพทย์จะใช้วิธีมอมเหล้าคนไข้ เช่น ให้ดื่มวิสกี้ จิน หรือเหล้า จนคนไข้หมดสติ แล้วจึงลงมือผ่าตัด ดังนั้นห้องผ่าตัดสมัยนั้นจึงมีขวดเหล้าวางเรียงรายให้คนไข้ดื่มเพื่อให้หมดสติ และให้แพทย์ดื่มเพื่อย้อมใจตนเองก่อนลงมือผ่าตัด
ตามปกติคนไข้ทุกคนรู้ดีว่า ความเจ็บปวดในการผ่าตัดจะสาหัสรุนแรงเพียงใดขึ้นกับความชำนาญของแพทย์ ระยะเวลาที่ใช้ในการผ่าตัดและความยากง่ายของการผ่าตัด ในสมัยนั้นถ้าแพทย์ใช้เวลาผ่าตัดนานเกิน 20 นาทีคนไข้มักจะเสียชีวิต ถ้าการผ่าตัดยังไม่ลุล่วง และคนไข้ยังมีสติอยู่บ้าง ห้องผ่าตัดขณะนั้นจะกลายสภาพเป็นห้องทารุณ เพราะคนไข้จะส่งเสียงร้องโหยหวนอย่างน่าเวทนา ด้วยเหตุนี้ห้องผ่าตัดจึงถูกจัดให้อยู่แยกออกไปจากโรงพยาบาล เพื่อเสียงหวีด เสียงร้องไห้และเสียงครวญครางของคนไข้จะไม่รบกวนหรือกระทบกระเทือนจิตใจคนไข้คนอื่นๆ เมื่อความทารุณมีจริง ดังนั้น คนไข้ทุกคนจึงมีความรู้สึกว่าเวลาเข้าห้องผ่าตัด ตนเสมือนกำลังเดินสู่ตะแลงแกง และแพทย์คือ เพชฌฆาตที่ทำหน้าที่ฆ่าคน
เมื่อแพทย์เองก็ยังไม่ประสบความสำเร็จในการหายาสลบมาใช้ในการผ่าตัด ดังนั้นเมื่อมีทันตแพทย์คนหนึ่งอ้างว่าได้พบยาสลบที่เป็นของเหลว ซึ่งเวลาเทใส่ผ้าเช็ดหน้า แล้วนำไปประกบที่จมูก คนๆ นั้นจะหมดสติในเวลาไม่นาน บรรดาแพทย์จึงทำใจยอมรับความยิ่งใหญ่ในการค้นพบของทันตแพทย์คนนั้นไม่ได้
W.T. Morton เกิดเมื่อปี ค.ศ.1819 (ตรงกับรัชสมัยสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย) ที่เมือง Charlton City ซึ่งอยู่ใกล้ Boston ในรัฐ Massachusetts ประเทศสหรัฐอเมริกา บิดาเป็นชาวนาที่มีฐานะยากจน ในวัยเด็ก Morton เคยตั้งใจจะเป็นแพทย์ แต่ฐานะที่ไม่ดีของบิดาทำให้ฝันของ Morton ไม่เป็นจริง เมื่อเติบใหญ่ Morton จึงหันไปทำธุรกิจขายอุปกรณ์โลหะ แต่ประสบความล้มเหลว จึงต้องหางานใหม่ โดยไปฝึกงานและเรียนงานด้านทันตกรรมกับทันตแพทย์ที่เมือง Boston เป็นเวลา 18 เดือน

ในสมัยนั้นคนที่ต้องการจะเป็นทันตแพทย์ไม่จำเป็นต้องเข้าศึกษาในโรงเรียนทันตแพทย์เหมือนในสมัยนี้ เพียงแต่ไปใช้ระยะเวลาหนึ่งฝึกงานกับทันตแพทย์ ก็จะได้รับการยอมรับว่าเป็นหมอฟันแล้ว และนี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้แพทย์ส่วนใหญ่คิดว่า อาชีพหมอฟันเป็นงานอาชีพง่ายๆ ที่ใครๆ ก็ทำได้ ดังนั้น จึงเป็นเรื่องไม่น่าประหลาดใจเลยที่แพทย์บางคนหารายได้เสริมด้วยการถอนฟัน
เมื่อสิ้นสุดการฝึกงาน Morton ได้ไปเปิดร้านทันตกรรมที่ Boston และคิดจะแต่งงานกับ Elizabeth Whitman ซึ่งขณะนั้นมีอายุ 18 ปี หลังจากที่ได้เห็นเธอเพียง 5 นาที แต่บิดาของ Whitman มีความเห็นว่า Morton ยังมีฐานะยากจนจึงยังไม่ยกลูกสาวให้ ครั้นเมื่อ Morton ให้คำมั่นสัญญาว่าในอนาคตเขาจะสร้างตัว จนมีฐานะดี ว่าที่พ่อตาจึงอนุญาต แต่ก็ภายใต้เงื่อนไขว่า Morton จะต้องร่ำรวยก่อน จึงจะยกลูกสาวให้ เมื่อรับทราบเงื่อนไขนี้ Morton จึงรีบหาเงิน
ธุรกิจทันตกรรมของทันตแพทย์ในสมัยนั้นมีการแข่งขันกันสูงคือหาทั้งคนไข้ และเงิน ทันตแพทย์บางคนใช้วิธีโฆษณาชวนเชื่อ บางคนจัดงานโชว์ในที่สาธารณะเพื่อให้ประชาชนรู้จักและเข้าร้านถอนฟันของตน และในการถอนฟันทุกครั้ง ถ้าทันตแพทย์ไม่ให้คนไข้ดื่มแอลกอฮอล์จนมึน การถอนฟันจะทำให้คนไข้รู้สึกเจ็บปวดมาก แต่ถ้าให้ดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป คนไข้หลายคนอาจอาเจียนเพราะแพ้เหล้า เมื่อทางเลือกเป็นเช่นนี้คนปวดฟันหลายคนจึงตัดสินใจยอมตายให้ศพมีฟันเน่าคาปาก ดีกว่าไปหาหมอฟัน หรือในกรณีที่เหงือกคนไข้อักเสบมาก หลายคนมีกลิ่นปากรุนแรง (halitosis) เพราะคิดว่าก็ยังดีกว่าไปให้หมอฟันจัดการ Morton ได้เคยทดลองใช้แชมเปญ และวิสกี้ช่วยในการถอนฟันด้วย แต่ไม่ได้ผล จึงหันไปใช้วิธีสะกดจิตซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในสมัยนั้น แต่ก็ไม่ได้ผลอีกเช่นกัน

ผลงานที่สำคัญ
Morton ไม่ได้เป็นผู้ค้นพบอีเทอร์ แต่เป็นผู้ที่ทำให้วงการแพทย์เชื่อมั่นว่าอีเทอร์สามารถใช้เป็นยาสลบได้จริง ส่งผลให้
- การผ่าตัดปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
- ศัลยแพทย์สามารถทำการผ่าตัดที่ซับซ้อนได้
- ผู้ป่วยไม่ต้องทนทุกข์จากความเจ็บปวดอย่างรุนแรงเหมือนในอดีต
- ถือเป็นรากฐานสำคัญของวิชา วิสัญญีวิทยา (Anesthesiology) ในปัจจุบัน
แม้ผลงานของ Morton จะสร้างประโยชน์มหาศาลให้กับมนุษยชาติ แต่เขาต้องเผชิญข้อพิพาทเรื่องผู้ที่ควรได้รับเครดิตในการค้นพบการใช้ยาสลบ และใช้เวลาหลายปีต่อสู้เพื่อการยอมรับ
เขาเสียชีวิตเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม ค.ศ. 1868 ด้วยโรคหลอดเลือดสมอง ขณะมีอายุ 48 ปี โดยแทบไม่ได้รับผลตอบแทนทางการเงินจากผลงานอันยิ่งใหญ่ของตน
สนใจติดต่อ เวิลด์เคมีคอล กรุ๊ป ผู้นําด้านการจําหน่ายและนำเข้า สารเคมีภัณฑ์ เคมีภัณฑ์อุตสาหกรรม ขนาดใหญ่ และ ขนาดย่อม ประเภท เคมีอุตสาหกรรม เคมีทําความสะอาด เคมีสระว่ายน้ำ เคมีบำบัดน้ำ เคมีงานปั้น-งานหล่อ เคมีอาหาร กลิ่น สารสกัด สี น้ำหอม เคมีเครื่องสำอาง อาทิ กลีเซอรีน โซดาไฟเกล็ด โซเดียมเมต้าไบซัลไฟต์ เอทิลแอลกอฮอล์ ฯลฯ สารพัดด้านเคมี เวิลด์เคมิคอล กรุ๊ป พร้อมให้บริการและให้ปรึกษากับลูกค้าทุกท่าน
สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
Line ID : @worldchemical
Facebook : https://www.facebook.com/chemical.chiangmai
เว็บไซต์ : www.worldchemical.co.th
โทร : 053 204 446-7

