สี คืออะไร? ทำไมทุกสิ่งรอบตัวเราถึงมี “สี”
พร้อมความรู้สำหรับงานอุตสาหกรรม และการใช้งานจริง
ทำไม “สี” จึงสำคัญกว่าที่เราคิด
“สี” เป็นสิ่งที่เราเห็นอยู่รอบตัวทุกวัน ตั้งแต่สีของท้องฟ้า สีของใบไม้ สีของอาหาร สีของเสื้อผ้า ไปจนถึงสีของสินค้า บรรจุภัณฑ์ พลาสติก สีทาบ้าน สีพ่นรถยนต์ หมึกพิมพ์ และสารเคมีในโรงงานอุตสาหกรรม
หลายคนอาจมองว่าสีเป็นเพียงเรื่องของความสวยงาม แต่จริง ๆ แล้ว สีมีบทบาทมากกว่านั้น สีช่วยบอกคุณภาพ ช่วยสร้างความแตกต่างของสินค้า ช่วยเพิ่มมูลค่า ช่วยให้ผู้บริโภคจดจำแบรนด์ และในบางอุตสาหกรรม สีใช้เป็นสัญญาณเตือนความปลอดภัย เช่น ป้ายสีแดงสำหรับอันตราย สีเหลืองสำหรับการระวัง หรือสีเขียวสำหรับความปลอดภัย
คำถามสำคัญคือ “สี” คืออะไร และอะไรทำให้บางอย่างมี “สี”?
คำตอบเกี่ยวข้องกับ 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ แสง วัตถุ และดวงตาของมนุษย์ เมื่อแสงตกกระทบวัตถุ วัตถุนั้นจะดูดกลืนแสงบางช่วงคลื่น และสะท้อนแสงบางช่วงคลื่นเข้าสู่ตาเรา ช่วงแสงที่สะท้อนกลับมานั่นเองที่ทำให้เราเห็นเป็นสีต่าง ๆ
บทความนี้จะพาเข้าใจเรื่องสีแบบครบถ้วน ตั้งแต่หลักการทางวิทยาศาสตร์ เม็ดสี สีย้อม สารให้สี วิธีเลือกใช้สีในอุตสาหกรรม อัตราส่วนเบื้องต้น ตารางเปรียบเทียบ และคำถามที่พบบ่อย เหมาะสำหรับผู้ประกอบการ โรงงาน ช่างผลิตสินค้า เจ้าของแบรนด์ และผู้ที่ต้องการเลือกซื้อวัตถุดิบเกี่ยวกับสีให้เหมาะกับงาน
สี คืออะไร?
สี คือ ลักษณะการรับรู้ของสายตามนุษย์ที่เกิดจากแสงในช่วงคลื่นที่แตกต่างกัน เมื่อแสงเดินทางมากระทบวัตถุ วัตถุจะดูดกลืนแสงบางส่วน และสะท้อนแสงบางส่วนกลับมาเข้าสู่ดวงตา สมองของเราจึงแปลผลออกมาเป็นสี เช่น สีแดง สีเหลือง สีเขียว สีฟ้า หรือสีดำ
ถ้าพูดให้ง่ายที่สุด สีคือ “ผลลัพธ์จากแสงที่ตาเรามองเห็นหลังจากแสงกระทบวัตถุ”
ตัวอย่างเช่น ใบไม้ดูเป็นสีเขียว เพราะใบไม้มีสารคลอโรฟิลล์ที่ดูดกลืนแสงบางช่วง โดยเฉพาะแสงสีแดงและสีน้ำเงิน แล้วสะท้อนแสงสีเขียวกลับมาสู่ตาเรา ส่วนวัตถุสีแดงจะสะท้อนแสงช่วงสีแดงมากกว่าสีอื่น
ในเชิงอุตสาหกรรม คำว่า “สี” อาจหมายถึงผลิตภัณฑ์หลายรูปแบบ เช่น
- สีทาบ้าน
- สีพ่น
- สีผสมพลาสติก
- สีผสมอาหาร
- สีผสมเครื่องสำอาง
- สีย้อมผ้า
- หมึกพิมพ์
- เม็ดสีหรือ Pigment
- สารให้สีหรือ Colorant
ดังนั้น การเข้าใจคำว่า “สี” จึงต้องมองทั้งมุมวิทยาศาสตร์และมุมการใช้งานจริง
อะไรทำให้บางอย่างมี “สี”
สิ่งต่าง ๆ มีสีได้เพราะโครงสร้างของวัตถุสามารถตอบสนองต่อแสงแตกต่างกัน โดยหลัก ๆ เกิดจาก 4 ปัจจัยสำคัญ
1. การดูดกลืนแสง

วัตถุบางชนิดดูดกลืนแสงบางสีไว้ และสะท้อนแสงบางสีออกมา เช่น เสื้อสีน้ำเงินจะดูดกลืนแสงหลายช่วงคลื่น แต่สะท้อนแสงสีน้ำเงินออกมา เราจึงมองเห็นเสื้อเป็นสีน้ำเงิน
2. การสะท้อนแสง

วัตถุที่สะท้อนแสงได้ดีจะดูสว่างหรือมีความเงา เช่น โลหะ กระจก หรือสีเคลือบเงา ส่วนวัตถุที่สะท้อนแสงน้อยจะดูด้านหรือมืดกว่า
3. โครงสร้างทางเคมีของสาร

สารบางชนิดมีโครงสร้างโมเลกุลที่สามารถดูดกลืนแสงเฉพาะช่วงได้ เช่น สีย้อม เม็ดสี สารอินทรีย์ สารอนินทรีย์ หรือสารประกอบโลหะ จึงทำให้เกิดสีที่แตกต่างกัน
ตัวอย่างเช่น
| สารหรือวัสดุ | สีที่พบได้บ่อย | เหตุผลที่เกิดสี |
|---|---|---|
| คลอโรฟิลล์ในใบไม้ | เขียว | ดูดกลืนแสงแดงและน้ำเงิน สะท้อนแสงเขียว |
| เหล็กออกไซด์ | แดง น้ำตาล เหลือง | โครงสร้างสารประกอบเหล็กให้สีเฉพาะ |
| คาร์บอนแบล็ก | ดำ | ดูดกลืนแสงเกือบทั้งหมด |
| ไทเทเนียมไดออกไซด์ | ขาว | กระเจิงและสะท้อนแสงได้ดี |
| คอปเปอร์ซัลเฟต | ฟ้า | สารประกอบทองแดงมีการดูดกลืนแสงเฉพาะช่วง |
4. พื้นผิวของวัตถุ
พื้นผิวเรียบ ขรุขระ เงา ด้าน หรือโปร่งแสง ทำให้สีที่มองเห็นต่างกันได้ แม้ใช้สีเดียวกัน เช่น สีแดงแบบด้านจะดูนุ่มกว่า สีแดงแบบเงาจะดูสดและสว่างกว่า
แสงกับการมองเห็นสี
แสงที่ตามนุษย์มองเห็นได้เรียกว่า Visible Light หรือแสงที่มองเห็นได้ มีช่วงความยาวคลื่นประมาณ 380–700 นาโนเมตร แต่ละช่วงคลื่นทำให้เราเห็นสีแตกต่างกัน
ตารางช่วงคลื่นแสงและสีที่ตามองเห็น
| สีที่มองเห็น | ช่วงความยาวคลื่นโดยประมาณ |
| ม่วง | 380–450 นาโนเมตร |
| น้ำเงิน | 450–495 นาโนเมตร |
| เขียว | 495–570 นาโนเมตร |
| เหลือง | 570–590 นาโนเมตร |
| ส้ม | 590–620 นาโนเมตร |
| แดง | 620–700 นาโนเมตร |
ถ้าวัตถุสะท้อนแสงหลายช่วงคลื่นรวมกัน เราอาจเห็นเป็นสีผสม เช่น สีชมพู สีม่วง สีฟ้าอ่อน หรือสีน้ำตาล ส่วนสีขาวเกิดจากการสะท้อนแสงเกือบทุกช่วงคลื่นเข้าตาเรา ขณะที่สีดำเกิดจากการดูดกลืนแสงเกือบทั้งหมด
เม็ดสี สีย้อม และสารให้สี ต่างกันอย่างไร
ในอุตสาหกรรม คำว่า “สี” ไม่ได้หมายถึงผลิตภัณฑ์สีทาหรือสีพ่นเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงวัตถุดิบที่ให้สี เช่น เม็ดสี Pigment, สีย้อม Dye และ สารให้สี Colorant
เม็ดสี Pigment คืออะไร
Pigment หรือเม็ดสี คือสารให้สีที่โดยทั่วไปไม่ละลายในตัวกลาง เช่น น้ำ น้ำมัน หรือเรซิน เม็ดสีจะกระจายตัวอยู่ในเนื้อวัสดุหรือฟิล์มสี ทำหน้าที่ให้สี ปิดบังพื้นผิว และเพิ่มความทนทาน
ตัวอย่างเม็ดสีที่ใช้บ่อย ได้แก่
- Titanium Dioxide ให้สีขาวและช่วยเพิ่มการปกปิด
- Iron Oxide ให้สีแดง เหลือง น้ำตาล ดำ
- Carbon Black ให้สีดำ
- Phthalocyanine Blue ให้สีน้ำเงิน
- Phthalocyanine Green ให้สีเขียว
สีย้อม Dye คืออะไร
Dye หรือสีย้อม คือสารให้สีที่สามารถละลายได้ในตัวกลางบางชนิด เช่น น้ำ แอลกอฮอล์ หรือตัวทำละลาย สีย้อมมักแทรกซึมเข้าสู่เส้นใยหรือวัสดุ เช่น ผ้า กระดาษ หนัง หรือผลิตภัณฑ์บางชนิด
สารให้สี Colorant คืออะไร
Colorant เป็นคำกว้าง ๆ ที่หมายถึงสารใดก็ตามที่ใช้เพิ่มสีให้กับผลิตภัณฑ์ อาจเป็น Pigment หรือ Dye ก็ได้ ขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งาน
ตารางเปรียบเทียบ Pigment, Dye และ Colorant
| ประเภท | ละลายในตัวกลางหรือไม่ | จุดเด่น | เหมาะกับงาน |
| เม็ดสี | โดยทั่วไปไม่ละลาย | ทนแสง ทนความร้อน ปกปิดดี | สีทา พลาสติก หมึกพิมพ์ สีพ่น |
| ย้อม | ละลายได้ในตัวกลางบางชนิด | สีสด แทรกซึมดี | ย้อมผ้า กระดาษ หนัง บางสูตรเครื่องสำอาง |
| สารแต่งสี | ขึ้นกับชนิด | เป็นคำรวมของสารให้สี | ใช้เรียกทั่วไปในอุตสาหกรรม |
องค์ประกอบหลักของสีในงานอุตสาหกรรม
ผลิตภัณฑ์สีที่ใช้งานจริง เช่น สีทาบ้าน สีพ่น สีเคลือบ หรือหมึกพิมพ์ มักมีองค์ประกอบมากกว่าแค่ “สารให้สี” เพราะสีต้องยึดเกาะพื้นผิว แห้งตัวได้ดี มีความทนทาน และให้ฟิล์มสีที่สวยงาม
1. สารให้สี
ทำหน้าที่ให้โทนสี เช่น แดง เหลือง น้ำเงิน ดำ ขาว หรือสีพิเศษอื่น ๆ
2. Binder หรือสารยึดเกาะ
ทำหน้าที่ยึดเม็ดสีให้เกาะกับพื้นผิว เช่น อะคริลิก เรซิน อัลคิด อีพ็อกซี่ หรือโพลียูรีเทน Binder มีผลต่อความทนทาน การยึดเกาะ ความเงา และอายุการใช้งานของสี
3. Solvent หรือตัวทำละลาย
ช่วยปรับความหนืด ทำให้สีใช้งานง่าย เช่น น้ำ ทินเนอร์ แอลกอฮอล์ หรือตัวทำละลายเฉพาะทาง
4. Additive หรือสารเติมแต่ง
ช่วยปรับคุณสมบัติของสี เช่น
- สารกันตกตะกอน
- สารช่วยกระจายตัว
- สารกันฟอง
- สารเพิ่มความเงา
- สารกันเชื้อรา
- สารปรับความหนืด
- สารช่วยไหลตัว
ตารางองค์ประกอบสีโดยทั่วไป
| ส่วนประกอบ | หน้าที่ | ตัวอย่าง |
| เม็ดสี / สีย้อม | ให้สี | ไทเทเนียมไดออกไซด์, เหล็กออกไซด์, สีย้อม |
| แฟ้มเอกสาร | ยึดเกาะพื้นผิว | อะคริลิก, อีพ็อกซี, เรซิน PU |
| ตัวทำละลาย | ปรับความเหลว | น้ำ, ทินเนอร์, แอลกอฮอล์ |
| สารเติมแต่ง | ปรับคุณสมบัติพิเศษ | กันฟอง กระจายตัว กันเชื้อรา |
ประเภทของสีที่ใช้ในชีวิตประจำวันและอุตสาหกรรม
สีทาบ้าน
ใช้สำหรับผนังภายในและภายนอก ต้องมีคุณสมบัติยึดเกาะดี ทนแดด ทนฝน และเช็ดทำความสะอาดได้
สีพ่นอุตสาหกรรม
ใช้กับโลหะ เครื่องจักร โครงสร้างเหล็ก รถยนต์ หรือชิ้นส่วนอุตสาหกรรม ต้องทนการขีดข่วน ทนสารเคมี และทนสภาพแวดล้อม
สีผสมพลาสติก
ใช้เพิ่มสีให้เม็ดพลาสติกหรือผลิตภัณฑ์พลาสติก ต้องเลือกสารให้สีที่ทนความร้อนและเข้ากับชนิดพลาสติก
สีย้อมผ้า
ใช้ย้อมเส้นใยธรรมชาติหรือเส้นใยสังเคราะห์ ต้องเลือกชนิดสีย้อมให้ตรงกับเส้นใย เช่น ฝ้าย โพลีเอสเตอร์ ไนลอน หรือเรยอน
สีผสมเครื่องสำอาง
ต้องใช้สารให้สีที่เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง และต้องเป็นเกรดที่ได้รับอนุญาตตามข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง
สีผสมอาหาร
ต้องเป็นสีเกรดอาหารเท่านั้น ไม่ควรใช้สีอุตสาหกรรมกับอาหารโดยเด็ดขาด เพราะอาจมีสารปนเปื้อนที่ไม่เหมาะกับการบริโภค
วิธีเลือกสีให้เหมาะกับงาน
การเลือกสีไม่ได้ดูแค่เฉดสีที่ต้องการ แต่ต้องดูคุณสมบัติของสารให้สีและสภาพการใช้งานจริงด้วย
1. เลือกตามวัสดุที่ต้องการผสม
สีที่ใช้กับน้ำ สีที่ใช้กับน้ำมัน สีที่ใช้กับพลาสติก และสีที่ใช้กับผ้า อาจเป็นคนละชนิดกัน การเลือกผิดอาจทำให้สีไม่ละลาย ไม่กระจายตัว สีตก หรือสีไม่ติดพื้นผิว
2. เลือกตามความทนแสง
ถ้าใช้ภายนอกอาคารหรือโดนแดด ควรเลือกสีที่มีความทนแสงสูง เพราะสีบางชนิดอาจซีดเร็วเมื่อโดนรังสี UV
3. เลือกตามความทนความร้อน
งานพลาสติก งานอบสี หรืองานที่ผ่านอุณหภูมิสูง ต้องใช้สารให้สีที่ทนความร้อนได้ดี
4. เลือกตามความปลอดภัย
งานอาหาร เครื่องสำอาง ยา ของเล่นเด็ก หรือผลิตภัณฑ์สัมผัสร่างกาย ต้องเลือกเกรดที่เหมาะสมและมีเอกสารรองรับ เช่น COA หรือ SDS
5. เลือกตามความเข้มและต้นทุน
สีบางชนิดใช้เพียงเล็กน้อยก็ให้สีเข้ม แต่บางชนิดต้องใช้ปริมาณมาก การคำนวณต้นทุนจึงต้องดูทั้งราคาต่อกิโลกรัมและอัตราการใช้งานจริง
อัตราส่วนการใช้สีเบื้องต้น
อัตราการใช้สีขึ้นอยู่กับชนิดของสารให้สี ความเข้มที่ต้องการ วัสดุที่ผสม และสูตรของแต่ละโรงงาน ตารางด้านล่างเป็นอัตราเบื้องต้นสำหรับการประเมินงานทดลอง ควรทดสอบจริงก่อนผลิตจำนวนมาก
| งานใช้งาน | อัตราการใช้สีโดยประมาณ | หมายเหตุ |
| สีผสมน้ำทั่วไป | 0.1–3% | ขึ้นกับความเข้มและชนิดสี |
| สีทา/สีเคลือบ | 5–30% ของสูตร | เม็ดสีขาวหรือสีปกปิดอาจใช้มาก |
| พลาสติกแบบใช้ Masterbatch | 1–4% | ขึ้นกับความเข้มของ Masterbatch |
| สีย้อมผ้า | 0.5–5% OWF | OWF คือเทียบกับน้ำหนักผ้า |
| หมึกพิมพ์ | 5–20% | ขึ้นกับชนิดหมึกและความเข้ม |
| เครื่องสำอาง | ตามข้อกำหนดสูตรและกฎหมาย | ต้องใช้เกรดที่เหมาะสมเท่านั้น |
| อาหาร | ตามกฎหมายอาหารกำหนด | ห้ามใช้สีอุตสาหกรรมแทนสีอาหาร |
ตัวอย่างการคำนวณง่าย ๆ
ถ้าต้องการผสมสีลงในผลิตภัณฑ์ 100 กิโลกรัม และใช้อัตรา 1%
สูตรคำนวณคือ
ปริมาณสี = น้ำหนักผลิตภัณฑ์ × อัตราการใช้ ÷ 100
ดังนั้น
100 × 1 ÷ 100 = 1 กิโลกรัม
แปลว่า ต้องใช้สี 1 กิโลกรัม ต่อผลิตภัณฑ์ 100 กิโลกรัม
ถ้าต้องการสีอ่อนลง อาจเริ่มทดลองที่ 0.1–0.5% ก่อน
ถ้าต้องการสีเข้มขึ้น อาจค่อย ๆ เพิ่มเป็น 1–3% โดยต้องทดสอบการกระจายตัวและความคงตัวของสีร่วมด้วย
ปัญหาที่พบบ่อยในการใช้สี
สีไม่เข้ากันกับสูตร :
เกิดจากเลือกสารให้สีผิดชนิด เช่น ใช้สีที่ละลายน้ำไม่ได้ในสูตรน้ำ หรือใช้สีที่ไม่ทนตัวทำละลายในสูตร Solvent Base
สีตกตะกอน :
เกิดจากเม็ดสีกระจายตัวไม่ดี หรือไม่มีสารช่วยกระจายตัวที่เหมาะสม ควรใช้เครื่องกวนที่เหมาะสมและเลือก Dispersing Agent ให้ตรงระบบ
สีซีดเมื่อโดนแดด :
เกิดจากสารให้สีมีความทนแสงต่ำ ควรเลือกสีที่มี Light Fastness สูง โดยเฉพาะงานกลางแจ้ง
สีเปลี่ยนเมื่อโดนความร้อน :
เกิดจากสีไม่ทนต่ออุณหภูมิของกระบวนการผลิต เช่น งานพลาสติกที่ต้องผ่านความร้อนสูง
สีไม่สม่ำเสมอ :
เกิดจากการกวนไม่ทั่ว การชั่งน้ำหนักไม่แม่นยำ หรือการเติมสีลงในสูตรเร็วเกินไปโดยไม่กระจายตัวก่อน
ข้อควรระวังด้านความปลอดภัย
แม้ว่าสีจะเป็นวัตถุดิบที่ใช้กันทั่วไป แต่การใช้งานในโรงงานควรให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเสมอ โดยเฉพาะสีผง เม็ดสี สีย้อม หรือตัวทำละลาย
ข้อควรปฏิบัติ ได้แก่
- อ่าน SDS ก่อนใช้งานทุกครั้ง
- สวมถุงมือ แว่นตา และหน้ากากป้องกันฝุ่นหรือไอระเหย
- หลีกเลี่ยงการสูดดมสีผงโดยตรง
- ห้ามใช้สีอุตสาหกรรมกับอาหาร เครื่องสำอาง หรือผลิตภัณฑ์สัมผัสผิว หากไม่ได้เป็นเกรดที่เหมาะสม
- เก็บสีในภาชนะปิดสนิท หลีกเลี่ยงความชื้น แสงแดด และความร้อน
- แยกการจัดเก็บตามประเภทสารเคมีและข้อกำหนดความปลอดภัย
ตารางสรุปการเลือกสีตามประเภทงาน
| ประเภทงาน | สีที่เหมาะสม | คุณสมบัติที่ควรดู |
| สีทาบ้าน | เม็ดสี + สารยึดเกาะ | ทนแสง ทนฝน ปกปิดดี |
| พลาสติก | Pigment หรือ Masterbatch | ทนความร้อน เข้ากับพลาสติก |
| ผ้า | ย้อม | ติดเส้นใยดี สีไม่ตกง่าย |
| หมึกพิมพ์ | Pigment หรือ Dye | กระจายตัวดี สีสด แห้งไว |
| เครื่องสำอาง | สีผสมอาหารเกรดเครื่องสำอาง | ปลอดภัยตามเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง |
| อาหาร | สีผสมอาหาร | ใช้ได้ตามกฎหมายอาหาร |
| งานโลหะ | สีเคลือบ/สีพ่นอุตสาหกรรม | กันสนิม ทนเคมี ทนขูดขีด |
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับสี
1. สี คืออะไร
สีคือการรับรู้ของสายตามนุษย์ที่เกิดจากแสง เมื่อแสงตกกระทบวัตถุ วัตถุจะดูดกลืนและสะท้อนแสงบางช่วงคลื่น ทำให้เรามองเห็นเป็นสีต่าง ๆ
2. อะไรทำให้บางอย่างมี “สี”
สิ่งของมีสีเพราะโครงสร้างของวัตถุดูดกลืนและสะท้อนแสงแตกต่างกัน รวมถึงมีสารให้สีตามธรรมชาติหรือสารให้สีที่เติมเข้าไป เช่น เม็ดสี สีย้อม หรือสารประกอบทางเคมี
3. Pigment กับ Dye ต่างกันอย่างไร
Pigment หรือเม็ดสีโดยทั่วไปไม่ละลายในตัวกลาง แต่กระจายตัวอยู่ในสูตร ส่วน Dye หรือสีย้อมสามารถละลายในตัวกลางบางชนิดและซึมเข้าสู่วัสดุได้ดี
4. สีขาวเกิดจากอะไร
สีขาวเกิดจากการสะท้อนแสงหลายช่วงคลื่นกลับเข้าสู่ตาเราเกือบทั้งหมด ในอุตสาหกรรมมักใช้ Titanium Dioxide เพื่อเพิ่มความขาวและการปกปิด
5. สีดำเกิดจากอะไร
สีดำเกิดจากการดูดกลืนแสงเกือบทุกช่วงคลื่น ทำให้มีแสงสะท้อนกลับเข้าตาน้อยมาก วัสดุที่ให้สีดำในอุตสาหกรรมที่ใช้บ่อยคือ Carbon Black
6. ทำไมสีบางชนิดโดนแดดแล้วซีด
เพราะสารให้สีบางชนิดไม่ทนต่อแสง UV เมื่อโดนแดดเป็นเวลานาน โครงสร้างสีอาจเสื่อมสภาพ ทำให้สีซีดหรือเปลี่ยนเฉด
7. ใช้สีอุตสาหกรรมผสมอาหารได้ไหม
ไม่ได้ หากต้องใช้กับอาหารต้องใช้สีเกรดอาหารเท่านั้น เพราะสีอุตสาหกรรมอาจมีสารปนเปื้อนหรือส่วนประกอบที่ไม่เหมาะกับการบริโภค
8. สีผงต้องละลายน้ำทุกชนิดไหม
ไม่ใช่ สีผงบางชนิดเป็น Pigment ซึ่งไม่ละลายน้ำ แต่ต้องกระจายตัวให้ดี ส่วนสีบางชนิดเป็น Dye ที่อาจละลายน้ำได้ ขึ้นอยู่กับชนิดของสี
9. ทำไมผสมสีแล้วตกตะกอน
อาจเกิดจากเม็ดสีกระจายตัวไม่ดี เลือกตัวกลางไม่เหมาะสม หรือไม่มีสารช่วยกระจายตัว ควรทดลองสูตรและใช้เครื่องกวนที่เหมาะสม
10. เริ่มทดลองใช้สีควรใส่เท่าไหร่
สำหรับงานทั่วไปควรเริ่มจากอัตราต่ำ เช่น 0.1–1% แล้วค่อยปรับเพิ่มตามความเข้มที่ต้องการ ทั้งนี้ต้องดูชนิดสีและประเภทผลิตภัณฑ์ร่วมด้วย
11. สีสำหรับพลาสติกควรเลือกแบบไหน
ควรเลือกสีที่ทนความร้อน เข้ากับชนิดพลาสติก และไม่ทำให้คุณสมบัติของพลาสติกเปลี่ยนไป งานผลิตจำนวนมากมักนิยมใช้ Masterbatch เพราะใช้งานสะดวกและควบคุมสีได้ง่าย
12. เลือกซื้อสีควรดูอะไรบ้าง
ควรดูประเภทสี ความเข้ากันกับสูตร ความทนแสง ความทนความร้อน ความปลอดภัย เอกสาร SDS/COA และตัวอย่างการใช้งานจริง
สนใจติดต่อ เวิลด์เคมีคอล กรุ๊ป ผู้นําด้านการจําหน่ายและนำเข้า สารเคมีภัณฑ์ เคมีภัณฑ์อุตสาหกรรม ขนาดใหญ่ และ ขนาดย่อม ประเภท เคมีอุตสาหกรรม เคมีทําความสะอาด เคมีสระว่ายน้ำ เคมีบำบัดน้ำ เคมีงานปั้น-งานหล่อ เคมีอาหาร กลิ่น สารสกัด สี น้ำหอม เคมีเครื่องสำอาง อาทิ กลีเซอรีน โซดาไฟเกล็ด โซเดียมเมต้าไบซัลไฟต์ เอทิลแอลกอฮอล์ ฯลฯ สารพัดด้านเคมี เวิลด์เคมิคอล กรุ๊ป พร้อมให้บริการและให้ปรึกษากับลูกค้าทุกท่าน
สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
Line ID : @worldchemical
Facebook : https://www.facebook.com/chemical.chiangmai
เว็บไซต์ : www.worldchemical.co.th
โทร : 053 204 446-7

