5 สารเคมีสำคัญในอุตสาหกรรมซักรีด มีอะไรบ้าง?

เข้าใจหน้าที่ วิธีใช้ และการเลือกเคมีให้เหมาะกับงาน

% 5 สารเคมีสำคัญในอุตสาหกรรมซักรีด มีอะไรบ้าง? เข้าใจหน้าที่ วิธีใช้ และการเลือกเคมีให้เหมาะกับงาน

อุตสาหกรรมซักรีด ไม่ได้มีแค่ “น้ำยาซักผ้า” อย่างเดียว

เมื่อพูดถึง อุตสาหกรรมซักรีด หลายคนอาจเข้าใจว่าการซักผ้าปริมาณมากต่างจากการซักผ้าทั่วไปเพียงแค่ใช้เครื่องซักที่มีขนาดใหญ่กว่า และใช้น้ำยาซักผ้าในปริมาณมากขึ้น แต่ในระบบซักรีดเชิงพาณิชย์จริง ๆ กระบวนการซักมักมีสารเคมีหลายชนิดทำงานร่วมกัน ตั้งแต่สารซักฟอก สารเพิ่มด่าง สารฟอกขาว สารปรับสภาพความเป็นกรด–ด่าง ไปจนถึงน้ำยาปรับผ้านุ่ม ระบบซักรีดเชิงพาณิชย์จึงไม่ควรคิดเพียงว่า

“ใส่น้ำยาซักผ้าเยอะ = ผ้าสะอาดขึ้น”

เพราะคราบแต่ละประเภทต้องการกลไกการทำความสะอาดที่ต่างกัน ขณะที่ชนิดผ้า คุณภาพน้ำ อุณหภูมิ ปริมาณผ้า และเวลาซักก็มีผลต่อประสิทธิภาพทั้งหมด ผู้ผลิตระบบซักรีดเชิงพาณิชย์รายใหญ่อย่าง Ecolab แบ่งระบบเคมีซักรีดออกเป็นหลายขั้นตอน เช่น detergent, bleach, neutralizing/sour และ softening ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการซักระดับอุตสาหกรรมเป็นระบบหลายขั้นตอน ไม่ใช่การใช้ผลิตภัณฑ์เพียงชนิดเดียว บทความนี้จึงพาไปรู้จัก 5 สารเคมีสำคัญในอุตสาหกรรมซักรีด ว่าแต่ละตัวทำหน้าที่อะไร ใช้ตอนไหน และควรเริ่มต้นเลือกอย่างไร

อุตสาหกรรมซักรีด คืออะไร?

อุตสาหกรรมซักรีด (Industrial Laundry / Commercial Laundry) คือระบบการซักและดูแลสิ่งทอในปริมาณมากอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ได้คุณภาพที่สม่ำเสมอและควบคุมต้นทุนได้ ตัวอย่างสถานประกอบการที่มีระบบซักรีดขนาดใหญ่ ได้แก่

  • โรงแรม
  • รีสอร์ต
  • โรงพยาบาล
  • โรงงานซักรีด
  • โรงงานอาหาร
  • โรงงานอุตสาหกรรม
  • ร้านซักอบรีดขนาดใหญ่
  • สปา
  • ฟิตเนส
  • ร้านอาหาร
  • ธุรกิจให้เช่าผ้าลินิน
  • โรงงานยูนิฟอร์ม

สิ่งที่ต้องซักก็แตกต่างกัน เช่น

  • ผ้าปูที่นอน
  • ปลอกหมอน
  • ผ้าห่ม
  • ผ้าเช็ดตัว
  • ผ้าเช็ดมือ
  • ผ้าปูโต๊ะ
  • ผ้าเช็ดปาก
  • ชุดพนักงาน
  • ชุดครัว
  • ผ้าม็อบ
  • ผ้าทำความสะอาด
  • เสื้อผ้าผู้ป่วย
  • สิ่งทอที่มีคราบไขมันหรือสิ่งสกปรกหนัก

% 5 สารเคมีสำคัญในอุตสาหกรรมซักรีด มีอะไรบ้าง? เข้าใจหน้าที่ วิธีใช้ และการเลือกเคมีให้เหมาะกับงาน

ทำไมอุตสาหกรรมซักรีดต้องใช้สารเคมีหลายชนิด?

ลองนึกถึงผ้าจากโรงแรมหนึ่งชุด ผ้าเช็ดตัวอาจมีไขมันจากผิว โลชั่น และเครื่องสำอาง ผ้าปูโต๊ะจากร้านอาหารอาจมีน้ำมัน ซอส และโปรตีน ผ้าจากครัวอาจมีไขมันจำนวนมาก ขณะที่ผ้าปูที่นอนอาจมีเหงื่อ ไขมันจากร่างกาย และคราบเครื่องสำอาง สารเคมีเพียงชนิดเดียวจึงอาจจัดการคราบทั้งหมดได้ไม่ดีเท่าระบบที่ออกแบบเป็นขั้นตอน ตัวอย่างระบบซักรีดเชิงพาณิชย์ของ Ecolab ระบุการใช้ detergent ที่มีความเป็นด่างเพื่อช่วยจัดการคราบหนักและคราบน้ำมัน และยังแยกผลิตภัณฑ์สำหรับ bleach, sour และ softening ออกจากกัน ดังนั้นระบบซักรีดที่ดีจึงต้องมองเป็น

น้ำ + อุณหภูมิ + เวลา + แรงกล + สารเคมี

5 สารเคมีสำคัญในอุตสาหกรรมซักรีด

ลำดับ สารเคมี หน้าที่หลัก
1 Laundry Detergent ชะล้างคราบและสิ่งสกปรก
2 Alkali / Builder เพิ่มความเป็นด่าง ช่วยจัดการไขมัน
3 Bleaching Agent ฟอกคราบ เพิ่มความขาว ลดคราบสี
4 Laundry Sour / Neutralizer ปรับ pH หลังซัก
5 Fabric Softener ทำให้ผ้านุ่ม ลดไฟฟ้าสถิต เพิ่มสัมผัสที่ดี

1. สารซักฟอกอุตสาหกรรม หรือ Laundry Detergent

สารซักฟอกเป็นหัวใจหลักของกระบวนการซัก หน้าที่สำคัญคือช่วยให้คราบน้ำมัน คราบไขมัน และสิ่งสกปรกหลุดออกจากเส้นใยผ้าและกระจายตัวอยู่ในน้ำ เพื่อให้ถูกระบายออกจากเครื่องในขั้นตอนล้าง ส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์อาจแตกต่างกันไป เช่น

  • Surfactant
  • Builder
  • Chelating Agent
  • Enzyme
  • สารควบคุมฟอง
  • สารช่วยกระจายคราบ

ผลิตภัณฑ์บางชนิดรวมหลายองค์ประกอบไว้ในตัวเดียว ขณะที่ระบบอุตสาหกรรมขนาดใหญ่อาจแยก detergent และ alkali ออกจากกัน เพื่อให้สามารถปรับสูตรตามลักษณะคราบได้ละเอียดขึ้น เหมาะสำหรับคราบอะไร? Laundry Detergent สามารถใช้เป็นสารซักหลักสำหรับ

  • คราบเหงื่อ
  • คราบน้ำมัน
  • คราบอาหาร
  • ฝุ่น
  • เครื่องสำอาง
  • สิ่งสกปรกทั่วไป

2. สารเพิ่มด่าง หรือ Laundry Alkali / Builder

หนึ่งในสารเคมีสำคัญของ อุตสาหกรรมซักรีด โดยเฉพาะงานที่มีไขมันมากคือสารเพิ่มด่าง หน้าที่ของสารกลุ่มนี้คือทำให้สภาวะน้ำซักเป็นด่างมากขึ้น และช่วยสนับสนุนการทำงานของสารซักฟอก จึงเหมาะอย่างยิ่งกับ

  • ผ้าครัว
  • ยูนิฟอร์มร้านอาหาร
  • ผ้าเช็ดโต๊ะ
  • ผ้าเปื้อนน้ำมัน
  • คราบไขมัน
  • คราบจากเครื่องสำอางบางประเภท

ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ซักรีดเชิงพาณิชย์แบบ alkaline emulsion ของ Ecolab ระบุว่าความเป็นด่างช่วยเพิ่มประสิทธิภาพกับคราบเครื่องสำอางและคราบน้ำมัน โดยผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมีค่า pH ในช่วงสูงประมาณ 13–14 ในสภาพผลิตภัณฑ์เข้มข้น

จุดที่ต้องระวัง

สารด่างเข้มข้นไม่ควรคิดว่า “ยิ่งแรงยิ่งดี” เพราะการใช้สูงเกินไปอาจ

  • ส่งผลต่อเส้นใยบางชนิด
  • ทำให้สีซีด
  • เพิ่มภาระในการล้าง
  • ทำให้ pH หลังการซักสูง
  • เพิ่มความเสี่ยงต่อผู้ปฏิบัติงาน

3. สารฟอกขาว หรือ Bleaching Agent

สารฟอกขาวมีหน้าที่ช่วยจัดการคราบที่ detergent เพียงอย่างเดียวอาจกำจัดออกได้ไม่หมด เช่น

  • คราบสี
  • คราบอาหาร
  • คราบชาและกาแฟบางชนิด
  • ความหมอง
  • คราบอินทรีย์บางประเภท

Chlorine Bleach

สารที่พบได้บ่อยคือ Sodium Hypochlorite มีคุณสมบัติด้านการฟอกขาวและการออกซิไดซ์ ผลิตภัณฑ์ sodium hypochlorite สำหรับงานเชิงพาณิชย์มีการใช้เพื่อช่วยทำให้ผ้าขาวขึ้นและขจัดคราบได้ แต่ต้องใช้งานตามฉลากของผลิตภัณฑ์

ข้อควรระวัง

ไม่ควรใช้กับผ้าทุกชนิดโดยอัตโนมัติ ต้องตรวจสอบ

  • ชนิดเส้นใย
  • สี
  • ความเข้มข้น
  • อุณหภูมิ
  • ระยะเวลาสัมผัส

และห้ามผสม Sodium Hypochlorite กับกรดโดยตรง เพราะอาจเกิดก๊าซอันตราย

Oxygen Bleach

สารฟอกขาวอีกกลุ่มคือระบบออกซิเจน เช่นผลิตภัณฑ์ที่อาศัยสารในกลุ่ม Hydrogen Peroxide สารฟอกแบบ non-chlorine ไม่ใช้ sodium hypochlorite เป็นสารออกฤทธิ์ โดยสามารถใช้ระบบสารออกซิไดซ์ชนิดอื่น เช่น hydrogen peroxide ได้ ข้อดีคือสามารถนำไปออกแบบระบบซักสำหรับสิ่งทอบางประเภทที่ต้องการหลีกเลี่ยง chlorine bleach แต่ยังต้องตรวจสอบความเหมาะสมกับชนิดผ้าและสูตรซักเช่นเดียวกัน

4. Laundry Sour หรือสารปรับสภาพความเป็นกรด–ด่าง

หลังผ่านกระบวนการซักด้วย detergent และ alkali ผ้าอาจยังมีสภาพเป็นด่าง จึงมีสารเคมีอีกตัวที่หลายคนที่เพิ่งเริ่มทำโรงซักรีดมักไม่รู้จัก นั่นคือ Laundry Sour หน้าที่หลักคือช่วยปรับค่า pH หลังการซักให้กลับเข้าสู่ช่วงที่เหมาะสมกับผ้าและการสัมผัสผิว Ecolab อธิบายผลิตภัณฑ์ Laundry Sour ว่าใช้สำหรับปรับ pH ของ linen เพื่อลดปัญหาการระคายเคืองที่เกี่ยวข้องกับสภาวะด่างของผ้าหลังซัก ขณะที่ระบบ Solid Laundry ของ Ecolab ระบุว่า sour ช่วยนำผ้ากลับสู่ pH ที่เหมาะกับการสัมผัสผิวและช่วยปกป้องผ้าจากความเสียหายที่เกี่ยวข้องกับ chlorine

ทำไมขั้นตอนนี้สำคัญ?

เพราะหากผ้าผ่านกระบวนการซักด้วยด่างสูง แล้วล้างออกไม่เพียงพอ อาจเหลือสภาวะด่างบนผ้า โดยเฉพาะ

  • ผ้าเช็ดตัว
  • ผ้าปูที่นอน
  • เสื้อผ้าผู้ป่วย
  • ชุดยูนิฟอร์ม
  • ผ้าที่สัมผัสผิวเป็นเวลานาน

การควบคุมค่า pH สุดท้ายจึงเป็นส่วนหนึ่งของการควบคุมคุณภาพโรงซักรีด

5. น้ำยาปรับผ้านุ่ม หรือ Fabric Softener

ขั้นตอนสุดท้ายที่ผู้ใช้งานสัมผัสได้ชัดที่สุดคือ “สัมผัสของผ้า” Fabric Softener มีหน้าที่ช่วยให้

  • ผ้านุ่มขึ้น
  • สัมผัสดีขึ้น
  • ลดไฟฟ้าสถิตในสิ่งทอบางประเภท
  • รีดหรือจัดการผ้าได้ง่ายขึ้น
  • เพิ่มกลิ่นหอม หากสูตรมีน้ำหอม

สำหรับโรงแรมและธุรกิจบริการ คุณภาพผ้าไม่ได้วัดเพียงว่า “สะอาดหรือไม่” แต่ยังรวมถึง

  • ความนุ่ม
  • กลิ่น
  • ความขาว
  • ความเรียบ
  • ความรู้สึกเมื่อสัมผัส

ตารางอัตราการใช้สารเคมีในอุตสาหกรรมซักรีด

อัตราที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับ ความเข้มข้นของผลิตภัณฑ์จริง จึงไม่สามารถกำหนดตัวเลขเดียวใช้กับสารเคมีทุกยี่ห้อได้ ตารางด้านล่างจึงเป็นเพียง ตัวอย่างช่วงสำหรับใช้ตั้งต้นในการประเมินระบบ ไม่ใช่สูตรตายตัว

สารเคมี ช่วงเริ่มต้นที่อาจพบในการตั้งระบบ*
Laundry Detergent ประมาณ 3–10 ml/kg ผ้าแห้ง
Alkali / Builder ประมาณ 2–8 ml/kg
Liquid Bleach ประมาณ 1–5 ml/kg
Laundry Sour ประมาณ 1–4 ml/kg
Fabric Softener ประมาณ 2–6 ml/kg

*ตัวเลขเป็นช่วงตัวอย่างเชิงระบบเท่านั้น ต้องยึดฉลาก Technical Data Sheet และคำแนะนำของผลิตภัณฑ์ที่ใช้จริงเป็นหลัก เพราะผลิตภัณฑ์ชนิดเดียวกันแต่คนละความเข้มข้นอาจต้องใช้ต่างกันหลายเท่า

5 ปัจจัยที่กำหนดว่าควรใช้สารเคมีเท่าไร

1. ระดับความสกปรก ผ้าปูที่นอนทั่วไปกับผ้าครัวที่มีน้ำมันมาก ไม่ควรใช้สูตรเดียวกันทั้งหมด

2. ชนิดของผ้า Cotton, Polyester และผ้าผสมมีคุณสมบัติแตกต่างกัน ต้องตรวจสอบคำแนะนำการดูแลผ้าก่อนเลือกโปรแกรม

3. คุณภาพน้ำ โดยเฉพาะ “ความกระด้างของน้ำ” แคลเซียมและแมกนีเซียมในน้ำสามารถส่งผลต่อประสิทธิภาพของระบบซัก จึงอาจต้องมีระบบปรับสภาพน้ำหรือ builder/chelating system ที่เหมาะสม

4. อุณหภูมิ สารเคมีบางระบบได้รับการออกแบบสำหรับอุณหภูมิสูง ในขณะที่ระบบใหม่บางประเภทออกแบบให้ทำงานได้ที่อุณหภูมิต่ำเพื่อลดต้นทุนพลังงาน Diversey ระบุว่าระบบ Clax Advanced ถูกพัฒนาเพื่อการซักที่อุณหภูมิต่ำ โดยมีเป้าหมายลดการใช้พลังงาน น้ำ และช่วยยืดอายุผ้าในระบบซักรีดเชิงพาณิชย์

5. ความเข้มข้นของผลิตภัณฑ์ สำคัญมาก “น้ำยาซักผ้า 5 ลิตร” ของแต่ละสูตรไม่ได้หมายความว่ามีความเข้มข้นเท่ากัน ดังนั้นอย่าเปรียบเทียบเพียง ราคาต่อลิตร ควรเปรียบเทียบ ต้นทุนสารเคมีต่อผ้า 1 กิโลกรัม หรือ Cost per Wash จะเห็นต้นทุนจริงมากกว่า

ทำไมโรงซักรีดขนาดใหญ่ควรใช้ Auto Dosing?

หากซักวันละ 1–2 รอบ การตวงด้วยมืออาจยังควบคุมได้ แต่ถ้าซัก 20 รอบ 30 รอบ หรือหลายสิบรอบต่อวัน การใช้แรงงานตวงสารเคมีทุกครั้งสามารถทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนได้ ระบบ Automatic Chemical Dosing จึงถูกนำมาใช้ใน Commercial Laundry เพื่อจ่ายผลิตภัณฑ์ตามโปรแกรมของเครื่องซักอย่างสม่ำเสมอ Ecolab มีระบบจ่ายสารเคมีสำหรับงาน Commercial Laundry หลายขนาด โดยออกแบบให้ผู้ใช้งานเลือกระบบตามลักษณะการดำเนินงานของโรงซักรีด

ประโยชน์หลัก

  • ลดความคลาดเคลื่อนในการตวง
  • ควบคุมต้นทุนต่อรอบ
  • ได้คุณภาพสม่ำเสมอ
  • ลดการสัมผัสสารเคมีเข้มข้นของผู้ปฏิบัติงาน
  • บริหารสต็อกง่ายขึ้น
  • ปรับโปรแกรมตามชนิดผ้าได้

 

ติดต่อสั่งซื้อสินค้าเลือกซื้อ

สนใจติดต่อ เวิลด์เคมีคอล กรุ๊ป ผู้นําด้านการจําหน่ายและนำเข้า สารเคมีภัณฑ์ เคมีภัณฑ์อุตสาหกรรม ขนาดใหญ่ และ ขนาดย่อม ประเภท เคมีอุตสาหกรรม เคมีทําความสะอาด เคมีสระว่ายน้ำ เคมีบำบัดน้ำ เคมีงานปั้น-งานหล่อ เคมีอาหาร กลิ่น สารสกัด สี น้ำหอม เคมีเครื่องสำอาง อาทิ กลีเซอรีน โซดาไฟเกล็ด โซเดียมเมต้าไบซัลไฟต์ เอทิลแอลกอฮอล์ ฯลฯ สารพัดด้านเคมี เวิลด์เคมิคอล กรุ๊ป พร้อมให้บริการและให้ปรึกษากับลูกค้าทุกท่าน

สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

Line ID : @worldchemical
Facebook : https://www.facebook.com/chemical.chiangmai
เว็บไซต์ : www.worldchemical.co.th
โทร : 053 204 446-7